ข้ามไปยังเนื้อหา
รักษ์พระ
เมนู

เกจิอาจารย์

ประวัติหลวงพ่อน้อย วัดศรีษะทอง จังหวัดนครปฐม

โดย นะโมพุทธายะ7 สิงหาคม 2569อ่าน 3

ราหูวัวธนูกะลาแกะหลวงพ่อน้อยวัดศรีษะทอง


ประวัติหลวงพ่อน้อย วัดศรีษะทอง จังหวัดนครปฐม เจ้าตำรับพระราหูอมจันทร์อันโด่งดัง


เอ่ยชื่อ หลวงพ่อน้อย วัดศรีษะทอง จังหวัดนครปฐม นักนิยมพระเครื่องแทบทุกคนต้องนึกถึงเครื่องรางสองชนิดขึ้นมาทันที นั่นคือ พระราหูอมจันทร์ และวัวธนู เครื่องรางที่ขึ้นชื่อเรื่องโชคลาภ การพ้นเคราะห์ และเสริมดวงชะตา จนกลายเป็นตำนานที่นักสะสมทั่วประเทศเสาะแสวงหามาจนถึงปัจจุบัน
บทความนี้จะพาไปรู้จักชีวประวัติของหลวงพ่อน้อยอย่างละเอียด ตั้งแต่วัยเยาว์ เส้นทางสมณเพศ ไปจนถึงที่มาของเครื่องรางเลื่องชื่อที่ท่านสร้างไว้

ชาติกำเนิดในครอบครัวสายวิทยาคม


หลวงพ่อน้อยมีนามเดิมว่า น้อย นาวารัตน์ เกิดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2435 ที่บ้านตำบลศรีษะทอง โยมบิดาชื่อนายมา โยมมารดาชื่อนางมี นาวารัตน์ ท่านเป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 5 คน และมีเชื้อสายลาว
จุดที่น่าสนใจคือโยมบิดาของหลวงพ่อน้อยเป็นทั้งหมอรักษาโรคแผนโบราณและหมอไสยศาสตร์ที่มีวิทยาคมแก่กล้า ชาวบ้านเรียกกันว่า พ่อหมอ ว่ากันว่าท่านมีวิชาอยู่ยงคงกระพันถึงขั้นใช้มีดคมกรีดผิวหนังตัวเองให้ดูได้โดยไม่มีบาดแผล เป็นที่เลื่อมใสของชาวลาวในละแวกนั้นอย่างกว้างขวาง

วัยเยาว์ที่หล่อหลอมด้วยความขยันและวิชาอาคม


ในสมัยที่ยังเป็นฆราวาส หลวงพ่อน้อยขึ้นชื่อเรื่องความขยันขันแข็ง ท่านช่วยโยมมารดาทำนาและปลูกผักเป็นประจำ เมื่อว่างจากงานจึงหันมาศึกษาอักขระเลขยันต์ คาถาอาคม ตลอดจนตำรับยาโบราณจากโยมบิดาจนเชี่ยวชาญ นับเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ท่านมีความรู้ด้านไสยศาสตร์อย่างลึกซึ้งตั้งแต่ก่อนอุปสมบท

อุปสมบทและการสืบทอดวิชาจากบูรพาจารย์


เมื่ออายุได้ 21 ปี ตรงกับวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2456 หลวงพ่อน้อยได้เข้าพิธีอุปสมบท โดยมีพระอธิการยิ้ว เจ้าอาวาสวัดแค เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการเกิด วัดงิ้วราย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระภิกษุมุน วัดกลางคูเวียง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า คันธโชโต
หลังจำพรรษาที่วัดแคระยะหนึ่ง ท่านจึงย้ายมาจำพรรษาที่วัดศรีษะทอง ซึ่งขณะนั้นหลวงพ่อลีดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสอยู่ ณ ที่แห่งนี้เองที่หลวงพ่อน้อยได้มีโอกาสศึกษาวิชาสำคัญที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยหลวงพ่อไตรเป็นเจ้าอาวาส นั่นคือวิชาการสร้างวัวธนูและพระราหูอมจันทร์ อันจะกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของท่านในเวลาต่อมา

เจ้าอาวาสผู้พัฒนาวัดศรีษะทองให้เจริญรุ่งเรือง


เมื่อหลวงพ่อน้อยมีพรรษาสูงขึ้น พอดีกับที่พระอธิการช้อยซึ่งเป็นเจ้าอาวาสในขณะนั้นลาสิกขาไป บรรดาญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาจึงพร้อมใจกันนิมนต์หลวงพ่อน้อยขึ้นเป็นเจ้าอาวาสสืบแทน ท่านปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ พัฒนาวัดศรีษะทองจนมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างเห็นได้ชัด และภายหลังยังได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบล ปกครองดูแลวัดต่างๆ ในเขตตำบลของท่านเป็นตำแหน่งสุดท้ายก่อนมรณภาพ

พระราหูอมจันทร์ เครื่องรางเอกในตำนาน


ตลอดชีวิตสมณเพศ หลวงพ่อน้อยได้สร้างพระเครื่องและเครื่องรางของขลังไว้หลายชนิด แต่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดคือ พระราหูอมจันทร์ ซึ่งได้รับการจัดให้อยู่ในชุดเครื่องรางเบญจภาคีอันทรงคุณค่า เป็นที่ยอมรับในวงการมาอย่างยาวนาน
แม้รูปแบบและวิธีการสร้างจะสืบทอดมาจากหลวงพ่อไตร แต่พระราหูอมจันทร์ถูกสร้างขึ้นมากที่สุดในยุคของหลวงพ่อน้อย โดยยึดตามตำรับคัมภีร์ใบลานจารึกอักขระขอมลาวที่นำมาจากประเทศลาวโดยตรง วัสดุที่ใช้คือกะลาตาเดียวเพียงอย่างเดียว นำมาแกะสลักเป็นรูปพระราหูอมจันทร์ด้วยฝีมือประณีต

ตำนานพระราหูตามความเชื่อโบราณ


ตามตำนานทางไสยศาสตร์ที่เล่าสืบต่อกันมา พระราหูเป็นยักษ์ผิวดำเป็นเงาวาว มีหางเป็นนาคราชและมีพญาครุฑเป็นพาหนะ สถิตอยู่ในอากาศท่ามกลางม่านสีดำ เหตุที่ท่านมีเพียงครึ่งองค์นั้น เชื่อกันว่าเพราะแอบดื่มน้ำอมฤตจนถูกพระอาทิตย์และพระจันทร์แอบเห็นแล้วนำความไปทูลฟ้องพระนารายณ์ พระนารายณ์จึงขว้างจักรไปตัดกายของพระราหูขาดเป็นสองท่อน แต่ด้วยฤทธิ์ของน้ำอมฤตทำให้พระราหูไม่ตาย และยังคงแค้นเคืองไล่ตามจับพระอาทิตย์และพระจันทร์กินอยู่เสมอมาตามความเชื่อเรื่องสุริยุปราคาและจันทรุปราคาของไทย
ด้วยตำนานอันทรงพลังนี้เอง พระราหูอมจันทร์จึงถูกเชื่อว่าให้คุณในด้านการปัดเป่าเคราะห์ร้ายและเสริมดวงชะตา เหมาะกับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองจากสิ่งไม่ดีในชีวิต

พระโคสุลาภ หรือวัวธนู อีกหนึ่งเครื่องรางเลื่องชื่อ


นอกจากพระราหูอมจันทร์แล้ว หลวงพ่อน้อยยังมีชื่อเสียงจากการสร้างพระโคสุลาภ หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อวัวธนู เครื่องรางที่เชื่อกันว่าให้คุณด้านโชคลาภและการค้าขาย เป็นอีกหนึ่งผลงานที่แสดงถึงความเชี่ยวชาญด้านไสยศาสตร์ของท่านได้อย่างชัดเจน และได้รับความนิยมไม่แพ้พระราหูอมจันทร์เลยทีเดียว

วาระสุดท้ายของพระเกจิผู้อุทิศตนเพื่อวัด


ด้วยภาระหน้าที่ในการพัฒนาวัดศรีษะทองมาอย่างต่อเนื่องและหนักหน่วง ทำให้สุขภาพของหลวงพ่อน้อยทรุดโทรมลงตามกาลเวลา ท่านมรณภาพอย่างสงบเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2488 สิริอายุ 53 ปี พรรษา 32 ทิ้งไว้เพียงตำนานความศรัทธาและเครื่องรางอันทรงคุณค่าที่ยังคงเป็นที่ต้องการของนักสะสมมาจนถึงทุกวันนี้
หลวงพ่อน้อย วัดศรีษะทอง จังหวัดนครปฐม จึงไม่ได้เป็นเพียงพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคมเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สืบทอดภูมิปัญญาโบราณของชาวลาวที่ผสมผสานเข้ากับพุทธศาสนาไทยได้อย่างลงตัว ผลงานของท่านทั้งพระราหูอมจันทร์และวัวธนู จึงยังคงเป็นตำนานที่ถูกกล่าวขานในวงการเครื่องรางไทยตราบจนปัจจุบัน
*หมายเหตุ: ชื่อวัดในบทความนี้ปรากฏทั้งการสะกดว่า "ศรีษะทอง" และ "ศีรษะทอง" ในแหล่งข้อมูลต่างๆ ซึ่งทั้งสองแบบเป็นที่นิยมใช้กันแพร่หลายในวงการพระเครื่อง*

แหล่งข้อมูลอ้างอิง


  • ที่มาเรื่องต้นฉบับและภาพ: คมชัดลึก, ภาพโดย มล เชือกคาด
  • ประวัติและปฏิปทา: [thairath.co.th], [khaosod.co.th], [web-pra.com]
  • วันมรณภาพและช่วงชีวิต: [108prageji.com]
  • ภาพประกอบและข้อมูลเชิงเปรียบเทียบ: [monkhistory.kachon.com]

แชร์บทความ:

ความคิดเห็น (0)

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นได้เลย

บทความที่เกี่ยวข้อง