ประวัติหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จังหวัดนครสวรรค์ เทพเจ้าแห่งเมืองสี่แคว ผู้เป็นตำนานทุกด้าน
หลายคนรู้จัก หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จังหวัดนครสวรรค์ ในฐานะเจ้าตำรับมีดหมอเทพศาสตราวุธอันโด่งดังที่สุดของเมืองไทย แต่น้อยคนจะรู้ว่าเบื้องหลังสมญานามเทพเจ้าแห่งเมืองสี่แควนั้น คือชีวิตของพระเถระผู้มีอุปนิสัยเรียบง่าย ขยันหมั่นเพียร และเปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์อย่างหาตัวจับยาก

บทความนี้จะพาไปย้อนรอยชีวิตของหลวงพ่อเดิมอย่างละเอียด ตั้งแต่วัยเยาว์จนถึงวาระสุดท้าย

ชาติกำเนิดที่บ้านหนองโพ
หลวงพ่อเดิมเกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2403 โยมบิดาชื่อนายเนียม โยมมารดาชื่อนางภู่ ท่านเป็นบุตรชายคนแรกของครอบครัว ปู่ย่าตายายจึงตั้งชื่อให้ว่า เดิม มีพี่น้องร่วมบิดามารดารวม 6 คน

วัยเยาว์ที่ไม่มีโอกาสได้ร่ำเรียน
ต่างจากเด็กวัดทั่วไปในสมัยนั้นที่มักได้เล่าเรียนหนังสือมาตั้งแต่เยาว์วัย หลวงพ่อเดิมในฐานะบุตรชายคนโตของครอบครัวแทบไม่มีโอกาสได้เล่าเรียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก่อนอุปสมบท แต่ท่านเป็นผู้มีความมานะพากเพียรอย่างยอดเยี่ยม โดยตัวท่านเองเคยเล่าให้ศิษย์ฟังว่าเป็นคนที่ทำอะไรแล้วต้องทำให้สำเร็จ คิดอะไรไม่ออกก็จะคิดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเข้าใจแตกฉาน


อุปสมบทและการเริ่มต้นศึกษาอย่างจริงจัง
หลวงพ่อเดิมเข้าพิธีอุปสมบทเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2423 ณ พัทธสีมาวัดเขาแก้ว อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ โดยมีหลวงพ่อแก้ว วัดอินทาราม เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเงิน วัดพระปรางค์เหลือง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และหลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า พุทธสโร


เมื่อบวชแล้วมาจำพรรษาที่วัดหนองโพ หลวงพ่อจึงเริ่มเล่าเรียนอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก ตลอด 7 พรรษาแรกท่านศึกษาพระธรรมวินัยและท่องคัมภีร์วินัยกับหลวงตาชม ผู้ครองวัดหนองโพในเวลานั้น พร้อมทั้งศึกษาพระปริยัติธรรมและวิชาอาคมกับนายพัน ชูพันธ์ ฆราวาสผู้ทรงวิทยาคุณของหมู่บ้านหนองโพ
นักเทศน์ผู้เลิกเทศน์เพื่อสอนตัวเอง
ด้วยความฉลาดในการวิสัชนาปัญหาธรรม หลวงพ่อเดิมกลายเป็นนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงอยู่หลายปี ทั้งเทศน์คู่และเทศน์เดี่ยว มีผู้นิมนต์ไปเทศน์ตามงานต่างๆ ไม่ขาดสาย แต่แล้วท่านก็ตัดสินใจเลิกเทศน์อย่างเด็ดขาด ด้วยเหตุผลว่ามัวแต่ไปสอนคนอื่นและรับสตางค์เขา แต่ตัวเองกลับไม่ได้สอนตัวเองสักที นับแต่นั้นแม้จะมีผู้มานิมนต์อีกท่านก็ไม่รับ



ศึกษาวิปัสสนาและวิชาอาคมจากหลายสำนัก
ในพรรษาที่ 9-11 หลวงพ่อเดิมไปศึกษาวิปัสสนากรรมฐานกับหลวงพ่อเงิน วัดพระปรางค์เหลือง อย่างจริงจังตามหลักพระบาลี นั่งตัวตรงกำหนดสติเฉพาะหน้า ท่านนั่งท่านี้ต่อเนื่องมาจนอายุกว่า 90 ปี ควบคู่กันไปท่านยังศึกษาวิชาอาคมเพิ่มเติมจากครูบาอาจารย์หลายท่าน ทั้งนายสาบ หลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล และพระอาจารย์แห่งวัดเขาหน่อ ตำบลบ้านแดน

เทพเจ้าแห่งเมืองสี่แคว ผู้ถูกรุมล้อมด้วยศรัทธา
เมื่อกิตติศัพท์เรื่องวิชาขลังของหลวงพ่อเดิมแพร่กระจายออกไป ประชาชนทั้งชาวบ้านและข้าราชการจากทั่วสารทิศต่างพากันมาขอเป็นศิษย์ ขอน้ำมนต์ ขอตะกรุด ขอแหวนลงยันต์ โดยเฉพาะช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ผู้คนพากันนำผ้าขาวผ้าแดงมาให้หลวงพ่อประทับรอยเท้าเพื่อทำเป็นผ้าประเจียดคุ้มครองตัว จนฝ่าเท้าของท่านเปื้อนหมึกอยู่แทบทุกวัน หลวงพ่อเคยบ่นกับศิษย์ใกล้ชิดถึงความเหน็ดเหนื่อยจากการนี้ไว้อย่างติดตลกว่า มันทำให้ท่านเป็นเหมือนหนูถีบจักร เมื่อยแข้งเมื่อยขาไปหมด


แม้จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใด หลวงพ่อก็ไม่เคยแสดงอาการเบื่อหน่ายให้ผู้ศรัทธาเห็น ยังคงยิ้มแย้มต้อนรับทุกคนด้วยอัธยาศัยอันงดงามเสมอมา แม้กระทั่งเมื่อพระภิกษุรุ่นใหม่มาขอเรียนคาถาอาคม ท่านก็เมตตาสอนให้พร้อมเตือนติดตลกว่า เรียนไว้ก็ดี แต่ต่อไปจะรู้ซึ้งถึงภาระที่ต้องแบกรับ


ชีวิตสมถะและความเพียรพยายามที่หาตัวจับยาก
หลวงพ่อเดิมมีนิสัยสันโดษอย่างยิ่ง นุ่งห่มสบงจีวรเก่าเป็นปกติ ของที่มีผู้ถวายหากมีคนอยากได้ท่านก็ให้ไปโดยไม่หวงแหน แม้จะมีผู้สร้างกุฏิหลังงามถวาย ท่านก็ยังเลือกพำนักอยู่ในศาลาที่มีเพียงฝาลำแพนกันลมบางด้านจนอายุมากแล้วศิษย์จึงช่วยกันสร้างกุฏิมิดชิดถวายในภายหลัง ทุกเช้ามืดราวตีสี่ตีห้า หลวงพ่อจะจุดเทียนอ่านคัมภีร์ใบลานโบราณสองเล่มเสมอ แม้เวลาไปนอนค้างแรมกลางป่าก็ไม่เคยขาด

หลวงพ่อยังขึ้นชื่อเรื่องการเดินเร็วและเดินทนอย่างไม่หยุดพัก จนศิษย์ที่ติดตามหลายคนต้องรีบสาวเท้าตามแทบไม่ทัน มีเรื่องเล่าว่าศิษย์บางคนถึงกับต้องใช้อุบายเก็บหญ้าหนามขว้างให้ติดจีวรท่านระหว่างทาง แล้วอ้างว่าหญ้าติดจีวรเต็มไปหมดเพื่อขอหยุดพักกันสักครั้ง
นักคิดค้นและทดลองตัวยง
หลวงพ่อเดิมมีนิสัยชอบค้นคว้าทดลองสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ท่านเคยประดิษฐ์เกวียนโยกที่เดินได้เองโดยไม่ใช้แรงวัวควาย แต่เลี้ยวไม่ได้จึงเลิกไป ต่อมาทดลองสร้างเกวียนช้างและถึงกับซื้อรถยนต์มาใช้ในยุคเริ่มแรก แต่ด้วยสภาพถนนขรุขระในสมัยนั้นทำให้ใช้งานไม่สะดวก จึงหันกลับไปพัฒนาเกวียนช้างจนใช้ลากขนไม้และวัสดุก่อสร้างวัดได้ผลดี

เรื่องที่น่าทึ่งที่สุดคือการทดลองวิชาเล่นแร่แปรธาตุ หลวงพ่อพยายามค้นคว้าวิธีทำเงินให้กลายเป็นทองคำอยู่หลายปีโดยมีศิษย์ช่วยสูบไฟและเผาถ่าน กระทั่งวันหนึ่งเมื่อถลุงได้ก้อนทองคำสำเร็จ ท่านกลับนั่งตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วลุกเดินไปโยนก้อนทองคำนั้นทิ้งลงสระน้ำในวัด ก่อนจะทุบเตาทุบเบ้าถลุงจนแตกละเอียดและเลิกเล่นวิชานี้ไปตลอดกาล ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าเหตุใดท่านจึงตัดสินใจเช่นนั้น
รับสมณศักดิ์และปกครองคณะสงฆ์
ปี พ.ศ. 2457 เมื่อพระครูพยุหานุศาสก์มรณภาพลง หลวงพ่อเดิมได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูนิวาสธรรมขันธ์ รองเจ้าคณะแขวงเมืองนครสวรรค์ ขณะมีอายุ 55 ปี พรรษา 34 ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะแขวงอำเภอพยุหะคีรี และได้รับตราตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ในปี พ.ศ. 2462 ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเรียบร้อยนานกว่า 20 ปี
พระนักพัฒนาผู้สร้างวัดนับสิบแห่ง
นอกจากศาลาการเปรียญและกุฏิที่วัดหนองโพซึ่งท่านสร้างและปฏิสังขรณ์มาตั้งแต่พรรษาแรกๆ หลวงพ่อเดิมยังร่วมกับทายกทายิกาชาวบ้านสร้างและบูรณะวัดวาอารามอีกไม่น้อยกว่า 30-40 แห่ง ทั้งในจังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดใกล้เคียง อาทิ วัดอินทาราม วัดหนองหลวง วัดสระทะเล วัดพระปรางค์เหลือง วัดเขาแก้ว วัดหนองสีนวล วัดเขาล้อ และวัดพนมรอก นับเป็นคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่ท่านทิ้งไว้ให้แก่พระพุทธศาสนาในภูมิภาคนี้

มรณภาพ
หลวงพ่อเดิมมรณภาพอย่างสงบเมื่อวันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2494 สิริรวมอายุได้ 91 ปี พรรษา 71 ทิ้งไว้ซึ่งตำนานความศักดิ์สิทธิ์และคุณงามความดีที่ยังคงเป็นที่กล่าวขานมาจนถึงทุกวันนี้
หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จังหวัดนครสวรรค์ จึงไม่ได้เป็นเพียงเจ้าตำรับมีดหมอเทพศาสตราวุธอันโด่งดังเท่านั้น แต่ยังเป็นแบบอย่างของพระเถระผู้สันโดษ ขยันหมั่นเพียร และเปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ในทุกด้านของชีวิต สมกับสมญานามเทพเจ้าแห่งเมืองสี่แควที่ชาวนครสวรรค์และผู้ศรัทธาทั่วประเทศยังคงมอบให้ท่านมาจนถึงปัจจุบัน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- ที่มาเรื่องต้นฉบับ: หนังสือประวัติพระครูนิวาสธรรมขันธ์ (หลวงพ่อเดิม) วัดหนองโพ บันทึกโดยศิษย์ผู้ใกล้ชิด
- ประวัติและปฏิปทาโดยละเอียด: [th.wikipedia.org], [komchadluek.net]
- วันมรณภาพและรายชื่อวัดที่ท่านทำนุบำรุง: [dailynews.co.th], [thairath.co.th]
- รูปภาพจากเว็บ [FB ศิษย์ วัดหนองโพ หลวงพ่อเดิม] [FB ผู้กอง หมากแดง] [FB จ่าเจี๊ยบปากน้ำโพธิ์]



