ประวัติหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จังหวัดนครสวรรค์ ตอนที่ 2 งานพัฒนาและวาระสุดท้ายที่เป็นตำนาน
จากตอนที่แล้วที่ได้เล่าถึงชาติกำเนิด การอุปสมบท และอุปนิสัยอันน่าทึ่งของหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จังหวัดนครสวรรค์ ไปแล้วนั้น ในตอนที่ 2 นี้จะพาไปเจาะลึกอีกด้านหนึ่งของหลวงพ่อเดิมที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ นั่นคือบทบาทพระนักพัฒนาผู้เปลี่ยนหมู่บ้านป่าห่างไกลให้กลายเป็นชุมชนที่เจริญรุ่งเรือง ไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตที่เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าประทับใจ

อัจฉริยะด้านการก่อสร้างที่ติดตัวมาตลอดชีวิต
หลวงพ่อเดิมมีนิสัยและฝีมือในการก่อสร้างมาตั้งแต่พรรษาแรกๆ ที่จำพรรษาอยู่วัดหนองโพ ท่านเริ่มสร้างศาลาการเปรียญขึ้นก่อน ต่อมาในปีมะโรง พ.ศ. 2435 จึงสร้างกุฏิฝาไม้กระดานหลังแรก โดยซื้อไม้มาจากบ้านบางไก่เถื่อน ตำบลบ้านตลุก อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท เมื่อสร้างเสร็จบรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านต่างออกปากชมว่าท่านคือหลวงพ่อเฒ่าเจ้าของวัดกลับชาติมาเกิด ต่อมาปี พ.ศ. 2454 ท่านได้ปฏิสังขรณ์ขยายศาลาการเปรียญขึ้นอีกครั้ง และในปี พ.ศ. 2458 ได้ร่วมกับทายกทายิกาสร้างโรงอุโบสถขึ้นในที่โรงอุโบสถเดิม พร้อมสร้างพระเจดีย์ 3 องค์มีกำแพงแก้วล้อมรอบไว้ด้านหน้า

จากศาลาดินสู่ถาวรวัตถุก่ออิฐถือปูน
ในยุคนั้นวัดวาอารามตามท้องถิ่นมักมีเพียงกุฏิสงฆ์และศาลาดินมุงแฝก ไม่มีโบสถ์เป็นหลักแหล่ง หลวงพ่อเดิมจึงบุกเบิกสร้างศาลาการเปรียญแบบยกพื้นมุงกระเบื้อง และสร้างโรงอุโบสถก่ออิฐถือปูนคอนกรีตขึ้นเป็นถาวรวัตถุครั้งแรกๆ ของท้องถิ่น นับเป็นการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างวัดในแถบนั้นอย่างสำคัญ

เงินทองสัมผัสแต่เพียงตา ไม่กระทบใจ
ด้วยกิตติคุณทั้งด้านการก่อสร้างและวิทยาอาคม ทำให้วัดในตำบลต่างๆ ที่ต้องการสร้างหรือปฏิสังขรณ์โบสถ์วิหารแต่ขาดช่างและทุนทรัพย์ มักพากันมานิมนต์หลวงพ่อเดิมไปเป็นประธานอำนวยการก่อสร้าง และท่านก็ยินดีไปเสมอ ที่น่าทึ่งคือท่านมิได้เพียงบงการให้คนอื่นทำ แต่ลงมือทำเองทุกขั้นตอน ทั้งกะไม้ ถากไม้ ผูกเหล็กโครงร่าง ผสมปูน จนชาวบ้านและพระลูกวัดนั่งเฉยไม่ได้ต้องช่วยกันลงแรงไปด้วย


เมื่อมีผู้ถามหลวงพ่อว่าเหตุใดจึงมีคนนำเงินมาถวายท่านอยู่เนืองๆ ท่านตอบด้วยรอยยิ้มว่าเป็นเพราะท่านไม่ได้อยากได้ คนจึงชอบให้ นายยิ้ม ศรีเดช มรรคนายกวัดหนองโพผู้ติดตามหลวงพ่อมาหลายสิบปี เคยกล่าวถึงท่านไว้ว่า เงินทองสัมผัสแต่เพียงตาของหลวงพ่อ ไม่กระทบเข้าไปถึงใจ สะท้อนถึงความไม่ยึดติดในลาภสักการะของท่านได้อย่างชัดเจน
ปรับปรุงบ้านหนองโพให้เจริญ ขุดสระ ตัดถนน
บ้านและวัดหนองโพตั้งอยู่บนที่ดอนห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยา มักกันดารน้ำในฤดูแล้งแทบทุกปี หลวงพ่อเดิมจึงขุดขยายสระน้ำในวัดให้ลึกและกว้างขึ้นหลายครั้งตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ท่านยังพยายามตัดถนนจากสถานีรถไฟหนองโพเข้าสู่หมู่บ้าน ในช่วงแรกที่ตัดถนนเสร็จ ยืนที่สถานีก็มองเห็นโบสถ์วัด และยืนที่ลานหน้าโบสถ์ก็มองเห็นสถานีรถไฟได้เช่นกัน แม้ถนนสายนี้จะเป็นเพียงคูพูนดินยังไม่ได้ลาดยาง และหลวงพ่อเดิมมิทันได้ซ่อมแซมปรับปรุงให้ดีขึ้นก็มรณภาพไปเสียก่อน แต่ภายหลังได้รับการสานต่อโดยหลวงพ่อน้อย (พระครูนิพนธ์ธรรมคุต) เจ้าอาวาสรูปถัดมา ร่วมกับชาวบ้านจนเชื่อมต่อกับทางหลวงสายเอเชียได้สำเร็จ

ด้วยบารมีของหลวงพ่อเดิม แม้หมู่บ้านจะอยู่ห่างไกล ก็ยังมีเจ้านายชั้นสูงเสด็จมาเยี่ยมเยือนถึงวัด อาทิ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอลงกต กรมหมื่นอดิศรอุดมศักดิ์
ตั้งโรงเรียนและว่าจ้างครูด้วยทุนทรัพย์ตนเอง
หลวงพ่อเดิมสร้างโรงเรียนหลังแรกขึ้นในลานวัดเมื่อปี พ.ศ. 2451 ทางด้านทิศตะวันตกของวัด และออกเงินเดือนค่าสอนให้ครูด้วยตนเอง เมื่อนักเรียนมากขึ้นจึงสร้างโรงเรียนใหม่ระหว่างโบสถ์และสระบัว ต่อมาเมื่อทางการจัดตั้งเป็นโรงเรียนประชาบาลประจำตำบล หลวงพ่อเดิมได้สร้างอาคารเรียนใหม่อีกครั้งในปี พ.ศ. 2482 พร้อมบ้านพักครู ปัจจุบันโรงเรียนแห่งนี้ใช้ชื่อว่าโรงเรียนวัดหนองโพนิวาสานุสรณ์ เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงราชทินนามพระครูนิวาสธรรมขันธ์ของท่าน

สำนักดนตรีปี่พาทย์และคณะยี่เก ความเจริญด้านศิลปะ
นอกจากการศึกษาสายสามัญแล้ว หลวงพ่อเดิมยังสร้างสำนักสอนดนตรีปี่พาทย์และตั้งคณะยี่เกขึ้นในวัด โดยจ้างครูผู้เชี่ยวชาญมาสอนสืบต่อกันหลายรุ่น ที่น่าทึ่งคือเครื่องดนตรีปี่พาทย์หลายชิ้น หลวงพ่อเดิมลงมือสร้างเองแทบทั้งหมด ยกเว้นเครื่องโลหะอย่างฆ้องโหม่งและฆ้องวง ท่านเหลาลูกระนาดทั้งไม้และเหล็กเอง ประกับรางเลี่ยมงาเลี่ยมมุกได้อย่างประณีตงดงาม แม้แต่กลองก็ขุดและกลึงเอง ขึงหน้ากลองและตอกหมุดด้วยกระดูกควาย กระดูกช้าง หรือแก่นไม้แสมสารด้วยตนเอง

ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล หลวงพ่อเดิมเปิดโอกาสให้เด็กในหมู่บ้านเลือกเรียนตามความถนัด ใครอยากเรียนหนังสือก็เข้าโรงเรียน ใครอยากหัดปี่พาทย์ระนาดฆ้องก็ไปหัด ใครอยากหัดยี่เกก็ไปหัดยี่เก หรือถ้าไม่ถนัดด้านใดเลยก็ไปช่วยเลี้ยงช้างเลี้ยงม้าที่หลวงพ่อเลี้ยงไว้หลายเชือกหลายตัว วัดหนองโพจึงกลับมาเป็นสำนักศึกษาศิลปวิทยาการสำคัญอีกครั้ง เสมือนหลวงพ่อกำลังสร้างบ้านให้กลายเป็นเมือง
ลูกศิษย์ผู้เจริญก้าวหน้าในภายหลัง
ผู้ที่เคยศึกษาในโรงเรียนวัดหนองโพสมัยหลวงพ่อเดิมหลายคนเติบโตขึ้นมามีหน้าที่การงานสำคัญ อาทิ พระครูนิพนธ์ธรรมคุต (น้อย เตชปุญโญ) ผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าอาวาส นายธนิต อยู่โพธิ์ เปรียญ 9 ประโยค ผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากรระหว่างปี พ.ศ. 2499-2511 นายเจริญ อินทรเกษตร วิทยากรพิเศษราชบัณฑิตยสถาน นายเรียม เกษสาคร รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และอีกหลายท่านที่ก้าวหน้าทั้งในราชการและธุรกิจ สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของงานด้านการศึกษาที่หลวงพ่อเดิมได้วางรากฐานไว้

บั้นปลายชีวิตและวาระสุดท้ายอันน่าประทับใจ
แม้บรรดาศิษยานุศิษย์รุ่นใหญ่ที่เคยติดตามหลวงพ่อเดิมมาจะล้มหายตายจากไปก่อนท่านเกือบหมด และร่างกายของท่านที่ใช้กรากกรำทำสาธารณประโยชน์มาหลายสิบปีก็ทรุดโทรมจนแข้งขาเดินไม่ได้ ต้องมีคนพยุงหรือขึ้นคานหาม แต่นัยน์ตาของท่านยังแจ่มใส มือยังลงเลขยันต์ได้ตามเคย และยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ตลอดมา หลวงพ่อเดิมได้เตรียมตัวล่วงหน้าสำหรับความตาย ด้วยการให้สร้างหีบบรรจุศพและเมรุเผาศพของท่านเองไว้ก่อน แต่การสร้างเมรุล่าช้ามากจนยังไม่ทันเสร็จเมื่อท่านมรณภาพ

หลังจากไปเป็นประธานก่อสร้างโบสถ์ที่วัดอินทาราม ตำบลพยุหะ แล้วกลับมาวัดหนองโพ หลวงพ่อเดิมเริ่มอาพาธตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2494 อาการทรุดลงเรื่อยมาจนถึงวันที่ 22 พฤษภาคม อาการก็เพียบหนักขึ้น ในบ่ายวันนั้นท่านคอยถามศิษย์ผู้พยาบาลว่าเวลาเท่าใดแล้วอยู่ตลอด กระทั่งราวห้าโมงเย็นท่านจึงถามว่าน้ำในสระมีพอกินกันหรือไม่ เพราะทราบดีว่าหมู่บ้านมักกันดารน้ำ ศิษย์ตอบว่าหากฝนไม่ตกภายในหกเจ็ดวันนี้ก็น่ากลัวจะขาดแคลน หลวงพ่อจึงนิ่งเงียบไม่ถามอะไรต่อ

ทันใดนั้นกลุ่มเมฆก็ตั้งเค้าขึ้นและฟ้าคะนอง ไม่นานฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่ น้ำฝนไหลลงสระราวครึ่งค่อนสระ พอฝนขาดเม็ด หลวงพ่อเดิมก็สิ้นลมหายใจอย่างสงบในเวลา 17.45 น. สิริรวมอายุได้ 92 ปี พรรษา 71 ท่ามกลางความเศร้าโศกอาลัยของศิษยานุศิษย์ที่ห้อมล้อมอยู่โดยรอบ

มณฑปและงานรำลึกประจำปี
หลังมรณภาพ ศิษยานุศิษย์ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ช่วยกันสรงน้ำศพและบำเพ็ญกุศลที่วัดหนองโพต่อเนื่องครบ 7 วัน 50 วัน และ 100 วัน ก่อนเก็บศพรอการพระราชทานเพลิง ปัจจุบันทางวัดหนองโพได้สร้างมณฑปประดิษฐานรูปหล่อโลหะขนาดเท่าองค์จริงของหลวงพ่อเดิม ซึ่งท่านหล่อไว้เองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2482 มีประชาชนมากราบนมัสการทุกวันมิได้ขาด และทางวัดจัดงานทำบุญประจำปีปิดทองไหว้พระรูปเหมือน ในวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี

หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จังหวัดนครสวรรค์ ผู้ได้รับสมญานามเทพเจ้าแห่งเมืองสี่แคว จึงมิได้เป็นเพียงพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคมเท่านั้น แต่ยังเป็นพระนักพัฒนาผู้เปลี่ยนหมู่บ้านป่าห่างไกลให้เจริญรุ่งเรืองด้วยสองมือของท่านเอง มรดกทั้งด้านศาสนา การศึกษา และศิลปวัฒนธรรมที่ท่านทิ้งไว้ จึงยังคงเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวนครสวรรค์มาจนถึงทุกวันนี้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- ที่มาเรื่องต้นฉบับ: หนังสือประวัติพระครูนิวาสธรรมขันธ์ (หลวงพ่อเดิม) วัดหนองโพ บันทึกโดยศิษย์ผู้ใกล้ชิด (ต่อเนื่องจากตอนที่ 1)
- ข้อมูลมณฑป งานประจำปี และพิพิธภัณฑ์: [nakhonsawan.dole.go.th]
- ประวัติวัดหนองโพและปีได้รับวิสุงคามสีมา: [palanla.com]
- ข้อมูลรูปหล่อและวัตถุมงคลปี 2482: [thairath.co.th]





