ประวัติหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว จังหวัดนครปฐม พระนักพัฒนาเจ้าตำรับเบี้ยแก้และผงยาจินดามณี
หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว จังหวัดนครปฐม คือหนึ่งในพระเกจิอาจารย์รุ่นเก่าที่ทิ้งมรดกไว้ให้วงการพระเครื่องไทยมากที่สุดรูปหนึ่ง ทั้งในฐานะเจ้าตำรับเบี้ยแก้และพระผงยาจินดามณีอันโด่งดัง และในฐานะพระนักพัฒนาผู้เปลี่ยนวัดเล็กๆ ให้กลายเป็นหนึ่งในวัดใหญ่ที่สุดของมณฑลนครชัยศรี

บทความนี้จะพาไปย้อนรอยชีวิตของหลวงปู่บุญอย่างละเอียด ตั้งแต่วัยเยาว์จนถึงตำนานวัตถุมงคลที่ยังคงเป็นที่เสาะแสวงหาของนักสะสมมาจนถึงทุกวันนี้
ชาติกำเนิดและปาฏิหาริย์ที่มาของชื่อ "บุญ"
หลวงปู่บุญถือกำเนิดเมื่อวันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2390 ณ ตำบลท่าไม้ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร โยมบิดาชื่อนายเส็ง โยมมารดาชื่อนางลิ้ม ท่านเป็นบุตรคนหัวปีในจำนวนพี่น้อง 6 คน เมื่อยังเยาว์วัยท่านป่วยหนักถึงขั้นสลบไสลไม่ได้สติ บิดามารดาเข้าใจว่าเสียชีวิตแล้วจึงเตรียมการจะนำไปฝัง แต่ท่านกลับฟื้นขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ ด้วยเหตุนี้บิดามารดาจึงตั้งชื่อให้ว่า บุญ

วัยเยาว์ที่วัดกลางบางแก้ว
ต่อมาครอบครัวย้ายไปประกอบอาชีพทำนาที่ตำบลบางช้าง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เมื่อหลวงปู่บุญอายุได้ 13 ปี บิดาก็ถึงแก่กรรม ป้าของท่านจึงนำไปฝากไว้กับพระปลัดทอง วัดคงคาราม อันเป็นชื่อเดิมของวัดกลางบางแก้ว อำเภอนครชัยศรี ท่านบรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 15 ปี ศึกษาพระธรรมวินัยควบคู่กับการรับใช้ใกล้ชิดพระปลัดทองอยู่หลายปี แต่ก่อนถึงวัยอุปสมบทท่านต้องลาสิกขาไปก่อน เนื่องจากโรคร้ายที่เคยเป็นตั้งแต่เด็กยังไม่ทุเลาหาย

อุปสมบทและครูบาอาจารย์ผู้ประสิทธิ์วิชา
เมื่อหายจากโรคร้ายแล้ว หลวงปู่บุญจึงเข้าพิธีอุปสมบทเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2412 ขณะอายุ 22 ปี ณ พัทธสีมาวัดกลางบางแก้ว โดยมีพระปลัดปาน เจ้าอาวาสวัดตุ๊กตา เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า ขันธโชติ หลังอุปสมบทท่านศึกษาทั้งพระปริยัติธรรมและพุทธาคมเพิ่มเติมจากพระปลัดปานอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังมีการเล่าสืบต่อกันมาว่าท่านได้ศึกษาวิชาเพิ่มเติมกับพระปฐมเจติยานุรักษ์ (กล่ำ) วัดพระปฐมเจดีย์อีกด้วย

ลำดับตำแหน่งและสมณศักดิ์
หลวงปู่บุญได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งทางคณะสงฆ์เพิ่มขึ้นตามลำดับ เริ่มจากปี พ.ศ. 2429 เป็นเจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้ว ปี พ.ศ. 2431 เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ปี พ.ศ. 2443 พรรษา 30 เป็นเจ้าคณะหมวด และปี พ.ศ. 2459 พรรษา 46 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ พร้อมได้รับราชทินนามว่าพระอุตรการบดี และเป็นเจ้าคณะแขวงในปีเดียวกัน ต่อมาไม่นานท่านได้รับราชทินนามเลื่อนขึ้นเป็นพระครูพุทธวิถีนายก ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการคณะสงฆ์จังหวัดนครปฐมและจังหวัดสุพรรณบุรี และในปี พ.ศ. 2473 พรรษา 60 ได้รับพระราชทานราชทินนามสูงสุดเป็นพระพุทธวิถีนายก ดำรงตำแหน่งประธานคณะสงฆ์มณฑลนครชัยศรี

หลวงปู่บุญมรณภาพเมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2478 สิริรวมอายุได้ 87 ปี พรรษา 67
พระนักพัฒนาผู้สร้างวัดกลางบางแก้วให้ยิ่งใหญ่
ตลอดชีวิตสมณเพศ หลวงปู่บุญได้รับการยกย่องว่าเป็นพระนักพัฒนาตัวจริง ท่านบูรณปฏิสังขรณ์วัดกลางบางแก้วจนเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างผิดหูผิดตา กลายเป็นวัดใหญ่วัดหนึ่งของมณฑลนครชัยศรี ทั้งสร้างหอไตร มณฑป ศาลาการเปรียญ ศาลาลอย หอสวดมนต์ วิหาร และโรงเรียนพระปริยัติธรรมบุญรังสฤษดิ์ พร้อมทั้งบูรณะพระอุโบสถและเจดีย์ให้งดงามสมบูรณ์
นอกจากงานด้านศาสนสถานแล้ว หลวงปู่บุญยังส่งเสริมการศึกษาแก่กุลบุตรกุลธิดา โดยตั้งโรงเรียนประชาบาลบุญวิถีนายกขึ้น อีกทั้งยังยื่นมือช่วยเหลือวัดอื่นๆ ที่ประสบปัญหาขัดข้องอีกหลายแห่ง
สหธรรมิกและศิษยานุศิษย์ระดับปรมาจารย์
ความเป็นที่เคารพนับถือของหลวงปู่บุญในหมู่คณะสงฆ์ชั้นสูงสะท้อนให้เห็นจากสหธรรมิกของท่าน ซึ่งล้วนเป็นพระเถระชั้นแนวหน้าของยุคนั้น อาทิ สมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศน์ พระสุนทรสมาจารย์ (พรหม) วัดกัลยาณมิตร และพระอาจารย์พา วัดระฆัง ส่วนศิษยานุศิษย์ของท่านก็มีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้กัน เช่น พระธรรมเจติยาจารย์ (วงศ์) วัดเสน่หา พระพุทธวิถีนายก (เพิ่ม ปุญญวสโน) ผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้วต่อจากท่าน พระธรรมวโรดม (โชติ) วัดพระปฐมเจดีย์ และพระราชธรรมาภรณ์ (เงิน) วัดดอนยายหอม
วัตถุมงคลที่ไม่เคยเรียกร้องทรัพย์สิน
หลวงปู่บุญสร้างพระเครื่องรางของขลังไว้หลายอย่าง แต่ไม่เคยสร้างเพื่อเรียกร้องเงินทอง ท่านแจกให้ชาวบ้านญาติโยมไปฟรีๆ เฉพาะผู้ที่อยากได้เท่านั้น ในยุคแรกของการสร้างวัตถุมงคล มีหลักฐานบันทึกไว้ว่ามีเพียงพระยาหอม หรือที่เรียกกันในปัจจุบันว่าพระผงยาจินดามณี และเบี้ยแก้ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เองที่สร้างชื่อเสียงให้ท่านโด่งดังขึ้นตามลำดับ

เบี้ยแก้เป็นเครื่องรางที่ทำจากเปลือกหอยเบี้ยบรรจุปรอทและปิดผนึกด้วยชันหรือรัก เชื่อกันว่ามีคุณวิเศษทั้งด้านรักษาโรค เมตตามหานิยม และแก้เหตุร้ายให้กลายเป็นดี แม้จะยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าหลวงปู่บุญได้รับการถ่ายทอดวิชานี้จากพระอาจารย์องค์ใด แต่นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวเนื่องกับตำรับเบี้ยแก้ของหลวงปู่รอด วัดนายโรง ซึ่งถือเป็นตำรับเบี้ยแก้ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีการค้นพบ นอกจากนี้หลวงปู่บุญยังสร้างเหรียญเจ้าสัวอันเลื่องชื่ออีกด้วย
กรุ 22 บาตรในมณฑป
หลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงปริมาณวัตถุมงคลมหาศาลที่หลวงปู่บุญสร้างไว้ คือการค้นพบพระเครื่องบรรจุอยู่ในบาตรพระถึง 22 ใบภายในมณฑปของวัด ซึ่งถูกพบเมื่อคนร้ายลักลอบเข้ามาขุดขโมย เหตุการณ์นี้กลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันถึงความพิถีพิถันในการสร้างและเก็บรักษาวัตถุมงคลของท่านไว้เป็นจำนวนมาก
ตำนานพระผงยาจินดามณี
พระผงยาจินดามณี หรือพระยาหอม หรือที่บางคนเรียกว่าพระผงยาวาสนา มีตำรับตกทอดมาจากอดีตเจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้วรุ่นก่อนๆ จนมาถึงยุคหลวงปู่บุญ และภายหลังยังถ่ายทอดต่อไปถึงหลวงปู่เพิ่มและพระอาจารย์ใบตามลำดับ แต่ที่ได้รับความนิยมสูงสุดยังคงเป็นพระผงยาจินดามณีของหลวงปู่บุญ
ตามประวัติอัตโนกล่าวไว้ว่า หลวงปู่บุญมิได้สร้างพระผงยาจินดามณีด้วยตัวท่านเองโดยตรง แต่มีลูกศิษย์หลายคนช่วยกันปั้นเม็ดยาวาสนา บางคนทดลองนำเนื้อยานั้นกดในพิมพ์พระที่ทำขึ้นเอง ก่อนนำไปให้หลวงปู่บุญปลุกเสกร่วมกับเม็ดยาวาสนา แล้วจึงนำไปแจกจ่ายหรือใช้เอง ผลปรากฏว่าเป็นเลิศทางเมตตามหานิยม เป็นยอดในด้านแคล้วคลาด อีกทั้งยังเชื่อกันว่าช่วยส่งเสริมดวงชะตาให้เจริญรุ่งเรือง จึงกลายเป็นวัตถุมงคลยอดนิยมอีกประเภทหนึ่งของหลวงปู่บุญมาจนถึงทุกวันนี้
หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว จังหวัดนครปฐม จึงไม่ได้เป็นเพียงเจ้าตำรับเบี้ยแก้และพระผงยาจินดามณีที่โด่งดังเท่านั้น แต่ยังเป็นแบบอย่างของพระนักพัฒนาผู้อุทิศทั้งชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนาและการศึกษาของเยาวชน มรดกทั้งด้านศาสนสถานและวัตถุมงคลของท่านจึงยังคงเป็นที่กล่าวขานและเสาะแสวงหามาจนถึงปัจจุบัน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- ที่มาเรื่องต้นฉบับ: ป๋อง สุพรรณฯ, คมชัดลึก
- ประวัติและปฏิปทาโดยละเอียด: [th.wikipedia.org], [nkppao.go.th], [9chaichana.com]
- ประวัติเบี้ยแก้และความเชื่อมโยงกับหลวงปู่รอด วัดนายโรง: [khaosod.co.th], [samakomphra.com]
- วันมรณภาพและวัตถุมงคลอื่นๆ: [ban-phra.com]



