ข้ามไปยังเนื้อหา
รักษ์พระ
เมนู

เกจิอาจารย์

ประวัติหลวงพ่อนก วัดสังกะสี จังหวัดสมุทรปราการ

โดย นะโมพุทธายะ10 สิงหาคม 2569อ่าน 3

เขี้ยวเสือหลวงพ่อนกวัดสังกะสี


ประวัติหลวงพ่อนก วัดสังกะสี จังหวัดสมุทรปราการ ศิษย์เอกหลวงพ่อปาน เจ้าตำรับเขี้ยวเสืออันดับสอง


พูดถึงเครื่องรางประเภทเขี้ยวเสือแกะ คงไม่มีใครไม่นึกถึงเขี้ยวเสือของหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย ตำนานเครื่องรางที่โด่งดังที่สุดของเมืองไทย แต่ในบรรดาศิษย์นับสิบนับร้อยของหลวงพ่อปาน มีเพียงไม่กี่รูปเท่านั้นที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาแกะเขี้ยวเสือแบบเต็มตำรับ และหนึ่งในนั้นคือ หลวงพ่อนก วัดสังกะสี จังหวัดสมุทรปราการ ศิษย์เอกที่เขี้ยวเสือของท่านได้รับการยอมรับว่าเป็นรองเพียงหลวงพ่อปานผู้เป็นอาจารย์เท่านั้น
บทความนี้จะพาไปย้อนรอยชีวิตของหลวงพ่อนกอย่างละเอียด ตั้งแต่วัยเยาว์จนถึงตำนานเครื่องรางที่นักสะสมยังคงเสาะแสวงหาจนถึงทุกวันนี้

ชาติกำเนิดที่ตำบลบางกระเจ้า


หลวงพ่อนกเกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2392 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 2 ปีระกา ณ บ้านตำบลบางกระเจ้า อำเภอนครเขื่อนขันธ์ (ปัจจุบันคืออำเภอพระประแดง) จังหวัดสมุทรปราการ โยมบิดาชื่อนวล โยมมารดาชื่อเคลือบ ซึ่งเป็นคนบางบ่อโดยกำเนิด

วัยเยาว์และการบรรพชา


เมื่อยังเป็นเด็ก บิดามารดาได้นำเด็กชายนกไปฝากเรียนหนังสือที่วัดกับพระอธิการโต วัดบางบ่อ จนอายุครบ 15 ปี บิดามารดาจึงนำไปบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดกองแก้ว ตำบลบางยอ อำเภอนครเขื่อนขันธ์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของบิดา โดยมีพระครูวิบูลย์ธรรมคุตเป็นพระอุปัชฌาย์ สามเณรนกศึกษาพระธรรมวินัย หนังสือไทย และหนังสือขอมจนแตกฉาน

อุปสมบทเป็นศิษย์หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย


เมื่อใกล้ครบอายุบวช บิดาของท่านได้เสียชีวิตลงเสียก่อน โยมมารดาจึงพาไปอุปสมบทที่บ้านคลองด่านซึ่งเป็นภูมิลำเนาของฝ่ายมารดา ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดบางเหี้ย (ปัจจุบันคือวัดมงคลโคธาวาส) ตำบลคลองด่าน อำเภอบางเหี้ย (ปัจจุบันคืออำเภอบางบ่อ) จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีพระครูพิพัฒน์นิโรธกิจ หรือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ทองเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์เรือนเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า ธมฺมโชติ

ศิษย์เอกผู้สืบทอดวิชาเขี้ยวเสือ


เมื่อบวชแล้ว หลวงพ่อนกได้ศึกษาพระธรรมวินัย สมถวิปัสสนากรรมฐาน และพระเวทวิทยาคมต่างๆ จากหลวงพ่อปานอย่างจริงจัง ด้วยสติปัญญาที่เฉียบแหลม ไหวพริบดี และความจำที่แม่นยำ ทำให้ท่านศึกษาเล่าเรียนวิทยาคมต่างๆ จนแตกฉานในเวลาไม่นาน
ท่านได้ติดตามหลวงพ่อปานออกธุดงค์อยู่เป็นประจำ และได้รับการถ่ายทอดวิชาแกะเขี้ยวเสือจากหลวงพ่อปานโดยตรง จนมีความชำนาญยิ่ง ถึงขนาดได้รับคำชมเชยจากหลวงพ่อปานว่าทำได้เข้มขลังและเหมือนอาจารย์มากจริงๆ ตามความเชื่อที่เล่าขานกันมา หลวงพ่อนกสามารถปลุกเสกเขี้ยวเสือจนหมุนหรือกระโดดออกมาจากบาตรได้ ในบางครั้งหลวงพ่อปานยังไว้วางใจให้หลวงพ่อนกเป็นผู้จารอักขระลงบนเขี้ยวเสือแทนท่านด้วย นับเป็นเครื่องยืนยันว่าหลวงพ่อปานไว้ใจและยกย่องหลวงพ่อนกเป็นศิษย์เอกอย่างแท้จริง
นอกจากวิชาอาคมแล้ว หลวงพ่อนกยังมีรูปร่างผอมสูงโปร่ง และมีน้ำเสียงดังกังวานเป็นเอกลักษณ์ เวลาสวดมนต์ร่วมกับหลวงพ่อปาน ท่านมักได้รับมอบหมายให้เป็นต้นเสียงขึ้นนะโมอยู่เสมอ เสียงของท่านดังน่าเกรงขามถึงขนาดที่เด็กเล็กบางคนถึงกับร้องไห้เมื่อได้ยิน และในบางโอกาสที่หลวงพ่อปานเดินธุดงค์ไปยังพื้นที่ต่างๆ ท่านก็มักมอบหมายให้ศิษย์รุ่นใหญ่อย่างหลวงพ่อเรือน หลวงพ่อทอง และหลวงพ่อนก ผลัดกันเทศน์สั่งสอนชาวบ้านแทนท่านด้วย

ปักกลดที่คลองพระยานาคราช สู่การเป็นเจ้าอาวาสวัดสังกะสี


เมื่อร่ำเรียนวิชาจากหลวงพ่อปานจนแตกฉานพอสมควรแล้ว หลวงพ่อนกเริ่มปลีกตัวออกธุดงค์เพียงลำพังหรือกับหมู่คณะเล็กๆ บ้าง จนวันหนึ่งท่านเดินธุดงค์มาปักกลดที่หมู่บ้านคลองพระยานาคราช ตำบลบางพลีน้อย อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ขุนสำแดงเดชาและภรรยาชื่อนุ่มเกิดความศรัทธา จึงถวายที่ดินให้สร้างวัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2430 พร้อมนิมนต์หลวงพ่อนกให้อยู่ดูแลวัดแห่งนี้ เมื่อท่านปรึกษาหลวงพ่อปานแล้ว จึงตอบรับคำอ้อนวอนของญาติโยม และได้เป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดแห่งนี้ ทะนุบำรุงจนเจริญรุ่งเรืองสืบมา

ที่มาของชื่อ "วัดสังกะสี"


ชื่อทางการของวัดคือวัดนาคราช แต่ชาวบ้านนิยมเรียกกันติดปากว่าวัดสังกะสี เนื่องจากหลังคาวัดมุงด้วยแผ่นสังกะสี ซึ่งแตกต่างจากวัดอื่นๆ ในพื้นที่ที่มักมุงด้วยหญ้าแฝกหรือกระเบื้องตามแบบทั่วไป จนกลายเป็นจุดสังเกตและชื่อเรียกที่ติดปากชาวบ้านมาจนถึงปัจจุบัน

วัตถุมงคลอันเลื่องชื่อ


วัตถุมงคลที่หลวงพ่อนกสร้างไว้มีหลายชนิด ทั้งเหรียญหยดน้ำเนื้อทองแดง ปลัดขิก ลูกอม ตะกรุดโทน และพระปิดตา แต่ที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือเขี้ยวเสือแกะ ซึ่งเป็นการแกะเต็มเขี้ยวพร้อมลงอักขระเลขยันต์เต็มตลอดตัวเสือ ก่อนนำไปปลุกเสกในพระอุโบสถตามตำรับที่ได้รับสืบทอดมาจากหลวงพ่อปาน ด้วยพุทธคุณที่เล่าขานกันว่าครบเครื่องทั้งด้านอยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาด เมตตามหานิยม และเสริมการค้าขาย ทำให้เขี้ยวเสือแกะของหลวงพ่อนกได้รับการยอมรับในวงการเครื่องรางว่าเป็นรองเพียงเขี้ยวเสือของหลวงพ่อปานผู้เป็นอาจารย์เท่านั้น

มรณภาพและมรดกที่ยังคงอยู่


หลวงพ่อนกปกครองดูแลวัดสังกะสีเรื่อยมาจนถึงแก่มรณภาพด้วยโรคชราอย่างสงบ เมื่อวันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2475 ตรงกับแรม 7 ค่ำ เดือน 10 ปีวอก สิริรวมอายุได้ 83 ปี พรรษาที่ 63
หลวงพ่อนก วัดสังกะสี จังหวัดสมุทรปราการ จึงไม่ได้เป็นเพียงศิษย์เอกผู้สืบทอดวิชาจากหลวงพ่อปานเท่านั้น แต่ยังเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้ทิ้งคุณงามความดีและตำนานเครื่องรางอันทรงคุณค่าไว้ให้ศิษยานุศิษย์และคนรุ่นหลังได้ระลึกถึงและกราบไหว้บูชามาจนถึงทุกวันนี้


แหล่งข้อมูลอ้างอิง


  • ที่มาเรื่องต้นฉบับและภาพ: รักษ์พระ, ภาพจากนะโมพุทธายะ, ทักษิณเทวราช, มล เชือกคาด และเพจวิทยาเสือปิดตา ([facebook.com/withya.seux.pid.ta]
  • ประวัติวัดและปีก่อตั้ง: [pra-gejisiam.com]
  • ประวัติวัตถุมงคลและเขี้ยวเสือ: [108prageji.com], [prapantip.com]

พิเศษ Gallery จากเพจวิทยาเสือปิดตา


แชร์บทความ:

ความคิดเห็น (0)

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นได้เลย

บทความที่เกี่ยวข้อง