ประวัติหลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุน จังหวัดนนทบุรี ต้นตำรับหนุมานเบญจภาคีที่นักสะสมใฝ่หา
ในวงการเครื่องรางของขลังไทย มีคำเปรียบเปรยที่นักสะสมรุ่นเก่าเล่าขานกันมานานว่า "เขี้ยวเสือต้องยกให้หลวงพ่อปาน ส่วนหนุมานต้องหลวงพ่อสุ่น" คำพูดสั้นๆ นี้บอกได้ทันทีว่า หลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุน จังหวัดนนทบุรี คือต้นตำรับของหนุมานแกะอันโด่งดัง เครื่องรางที่ได้รับการจัดให้อยู่ในชุดเบญจภาคีสุดยอดวัตถุมงคลของเมืองไทย

บทความนี้จะพาไปย้อนรอยชีวิตของหลวงพ่อสุ่น ตลอดจนพิธีปลุกเสกหนุมานอันลึกลับที่ยังเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้
ชาติกำเนิดที่เกาะเกร็ด แม้ประวัติจะไม่ชัดเจนนัก
หลวงพ่อสุ่นมีนามเดิมว่า สุ่น ปานกล่ำ เป็นชาวเกาะเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีโดยกำเนิด น่าเสียดายที่ไม่มีการบันทึกประวัติของท่านไว้อย่างละเอียด นักประวัติศาสตร์พระเครื่องจึงต้องอาศัยการประมาณจากปีมรณภาพและสิริอายุ คาดว่าท่านน่าจะเกิดในราวปี พ.ศ. 2403-2404 เมื่ออุปสมบทแล้วได้รับฉายาว่า จันทโชติ


ความคลุมเครือของประวัติในช่วงแรกนี้เองที่ยิ่งเพิ่มเสน่ห์และความลึกลับให้กับตำนานของหลวงพ่อสุ่น ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าท่านร่ำเรียนวิชาอาคมจากพระอาจารย์องค์ใดในช่วงต้น เพราะไม่มีใครกล้าซักถามท่านโดยตรงตลอดชีวิต
จากพระลูกวัดสู่เจ้าอาวาสผู้เปี่ยมศรัทธา
ตั้งแต่ครั้งยังเป็นพระลูกวัด หลวงพ่อสุ่นมีจริยวัตรงดงามจนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านมาโดยตลอด ท่านปลูกต้นรักและต้นพุดซ้อนไว้บริเวณกุฏิ พร้อมหมั่นรดด้วยน้ำมนต์เป็นประจำจนต้นไม้ทั้งสองเจริญงอกงาม เมื่อเจ้าอาวาสองค์ก่อนมรณภาพลง ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันนิมนต์หลวงพ่อสุ่นขึ้นเป็นเจ้าอาวาสสืบแทน ท่านได้พัฒนาและบูรณปฏิสังขรณ์วัดศาลากุนจนเจริญรุ่งเรืองสืบมา

หลวงพ่อสุ่นยังมีสหายสนิทเป็นพระเกจิอาจารย์ร่วมสมัยอีกรูปหนึ่ง คือหลวงปู่กลิ่น วัดสะพานสูง ทั้งสองท่านรักใคร่และไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ
พิธีปลุกเสกหนุมานอันพิสดารที่ยังเป็นปริศนา
จุดที่ทำให้หนุมานของหลวงพ่อสุ่นมีชื่อเสียงเป็นพิเศษ คือพิธีปลุกเสกที่ลูกศิษย์เล่าต่อกันมาว่ามีความแปลกและพิสดารอย่างยิ่ง ตามคำบอกเล่านั้น ในตอนเช้าท่านจะให้ลูกศิษย์ไปตัดกิ่งไม้มีหนามจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นต้นไผ่ ต้นมะขามเทศ และต้นพุทรา มาเตรียมไว้

พอถึงช่วงค่ำ หลังทำวัตรกับพระลูกวัดตามปกติแล้ว หลวงพ่อสุ่นจะเข้าไปในกุฏิประมาณหนึ่งชั่วโมง ก่อนออกมาพร้อมบาตรที่ปิดสนิท กำชับลูกศิษย์เสมอว่าห้ามเปิดบาตรเด็ดขาด ท่านมักพูดลอยๆ เพียงว่า ขี้เกียจจับ จากนั้นจึงนำบาตรเข้าไปในพระอุโบสถ นั่งหันหลังให้พระประธาน ตั้งบาตรไว้ด้านหน้า แล้วให้ลูกศิษย์นำกิ่งไม้มีหนามที่เตรียมไว้มาสุมรอบตัวท่านจนมิดชิด ก่อนสั่งให้ทุกคนออกจากโบสถ์และลั่นกลอนประตูปิดไว้ ห้ามผู้ใดเข้าออกโดยเด็ดขาด

เมื่อถึงเวลาประมาณตีสี่ ท่านจะเรียกลูกศิษย์เข้าไปเก็บหนุมานที่ปลุกเสกเสร็จแล้ว ซึ่งพบว่าติดอยู่กับกิ่งไม้และหนามรอบตัวท่าน ส่วนตัวที่หล่นอยู่กับพื้นจะถูกแยกไว้ต่างหาก เพราะถือว่ายังปลุกไม่ขึ้น สิ่งที่ลูกศิษย์ยังคาใจมาจนทุกวันนี้คือ หนุมานเหล่านั้นไปติดอยู่กับกิ่งไม้และหนามได้อย่างไร และตัวหลวงพ่อสุ่นเองก็ออกมาจากกองหนามได้โดยไม่มีร่องรอยบาดแผลใดๆ เลย
หนุมานสามเนื้อ และคาถากำกับการใช้งาน
หนุมานที่หลวงพ่อสุ่นปลุกเสกไว้มีอยู่ด้วยกันสามเนื้อ คือเนื้อไม้ เนื้องาช้าง และเนื้อเขี้ยว ลูกศิษย์ของท่านเล่าว่า การใช้หนุมานให้ได้ผลควรมีคาถากำกับด้วย เริ่มจากตั้งนะโมสามจบ แล้วว่าคาถาสั้นๆ ว่า โอม หะนุมานะ นะอย่าทำนะ ส่วนในยามเดินทางไปไหนมาไหน หลวงพ่อสุ่นแนะว่าเพียงภาวนาในใจโดยไม่ต้องพกหนุมานติดตัวก็ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าว่าหลวงพ่อสุ่นเรียนวิชาปลุกเสกหนุมานมาจากพระนาคทัศน์ ซึ่งมีคาถากำกับที่ยาวและซับซ้อนกว่า สะท้อนให้เห็นว่าวิชานี้มีรากฐานที่สืบทอดมาจากครูบาอาจารย์อีกชั้นหนึ่ง มิได้เกิดขึ้นเองโดยลำพัง
ฝีมือช่างแกะสามแบบ และวิธีพิจารณาของแท้
หนุมานหลวงพ่อสุ่นแบ่งลักษณะการแกะออกเป็น 3 แบบหลัก คือแบบหน้าโขนทรงเครื่อง แบบหน้าลิงหัวค่ำซึ่งมีปากและลิ้นละม้ายคล้ายเป็ด และแบบหน้าลิงกระบี่ จุดสำคัญคือหนุมานทุกตัวเป็นงานแกะด้วยมือล้วนๆ ไม่มีการใช้บล็อกแม่พิมพ์แต่อย่างใด การพิจารณาความแท้จึงต้องอาศัยการอ่านฝีมือช่างเป็นหลัก มากกว่าการเทียบพิมพ์แบบวัตถุมงคลทั่วไป
เหตุผลที่ท่านไม่นิยมสร้างตะกรุด
มีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ หลวงพ่อสุ่นแทบไม่ได้สร้างตะกรุดเลย ทั้งที่เป็นเครื่องรางยอดนิยมในยุคนั้น สันนิษฐานกันว่าเป็นเพราะท่านไม่ต้องการให้ซ้ำกับผลงานของหลวงปู่กลิ่น วัดสะพานสูง สหายธรรมของท่าน เนื่องจากพระเกจิอาจารย์ในยุคเก่าถือเรื่องการทำทับรอยครูบาอาจารย์หรือสหธรรมิกด้วยกันเป็นเรื่องสำคัญ จึงมักเลือกสร้างวัตถุมงคลคนละแนวทางเพื่อไม่ให้ก้าวก่ายกัน
หนุมานเบญจภาคี มรดกที่หาชมของแท้ได้ยากยิ่ง
ด้วยความศักดิ์สิทธิ์และตำนานที่เล่าขานกันมา หนุมานหลวงพ่อสุ่นจึงได้รับสมญานามว่า ขุนกระบี่วานร ฤทธิเกริกไกร หนึ่งในสยาม และถูกจัดให้เป็นหนึ่งในชุดเบญจภาคีเครื่องรางของขลังอันทรงคุณค่าที่สุดของไทย เป็นที่ใฝ่หาของนักสะสมไม่แพ้เขี้ยวเสือแกะของหลวงพ่อปาน แต่ด้วยเป็นงานแกะมือทีละชิ้นในยุคกว่าร้อยปีก่อน จำนวนที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบันจึงมีน้อยมาก ทำให้องค์ที่มีที่มาชัดเจนและสภาพสมบูรณ์ มีการซื้อขายกันในราคาสูงถึงระดับหลักแสนไปจนถึงใกล้หลักล้านบาท
มรณภาพและมรดกที่ยังคงอยู่
หลวงพ่อสุ่นมรณภาพลงในราว พ.ศ. 2481-2482 สิริอายุประมาณ 78 ปี แม้จะไม่มีการบันทึกวันเวลาที่แน่ชัด แต่มรดกทางวิชาความรู้ของท่านยังคงถูกส่งต่อผ่านศิษยานุศิษย์ ดังปรากฏหลักฐานว่าพระเกจิอาจารย์รุ่นหลังหลายรูปได้มาศึกษาวิชาคงกระพันชาตรีจากท่านเช่นกัน

หลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุน จังหวัดนนทบุรี จึงไม่ได้เป็นเพียงต้นตำรับของหนุมานแกะเบญจภาคีเท่านั้น แต่ยังเป็นตำนานแห่งความศรัทธาที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาและความเข้มขลังของพระเกจิอาจารย์ไทยในอดีต ที่แม้เวลาจะผ่านไปนับร้อยปี เรื่องราวของท่านก็ยังคงถูกกล่าวขานในวงการเครื่องรางไทยไม่เสื่อมคลาย
*หมายเหตุ: ชื่อวัดที่ถูกต้องตามแหล่งข้อมูลทุกแหล่งคือ "วัดศาลากุน" (ไม่ใช่ "วัดศาลากุล") ตั้งอยู่ที่เกาะเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ผมแก้ไขให้ถูกต้องในบทความนี้แล้ว*
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- ที่มาเรื่องต้นฉบับและภาพ: รักษ์พระ, ภาพจากเว็บท่าพระจันทร์
- ประวัติและปฏิปทา: [thairath.co.th], [108prageji.com], [sanook.com]
- ความเป็นมาของเกาะเกร็ดและวัดศาลากุน: [matichon.co.th]
- สถานะในชุดเบญจภาคีและวันครบรอบมรณภาพ: [khaosod.co.th]
- เรื่องราวการปลูกต้นไม้และรับตำแหน่งเจ้าอาวาส: [ongphrahub.com]


