ข้ามไปยังเนื้อหา
รักษ์พระ
เมนู

เกจิอาจารย์

ประวัติหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่ จังหวัดนครราชสีมา

โดย นะโมพุทธายะ7 สิงหาคม 2569อ่าน 2

หลวงพ่อคูณวัดบ้านไร่พระเหรียญ


ประวัติหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่ จังหวัดนครราชสีมา ปราชญ์แห่งที่ราบสูงผู้อยู่ในใจคนไทยตลอดกาล


พูดถึงพระเกจิอาจารย์ที่คนไทยทั้งประเทศรู้จักดีที่สุดรูปหนึ่ง คงหนีไม่พ้น หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่ จังหวัดนครราชสีมา เจ้าของท่านั่งยองอันเป็นเอกลักษณ์ และสำนวนพูดจาแบบมึงๆ กูๆ ที่ฟังแล้วรู้สึกเป็นกันเองอย่างประหลาด ทั้งที่ท่านเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ระดับ "พระเทพวิทยาคม" ก็ตาม
เบื้องหลังความเป็นกันเองนั้น คือชีวิตที่เต็มไปด้วยการฝึกฝนธรรมะอย่างเข้มข้น งานพัฒนาสาธารณะที่ยิ่งใหญ่ และคำสอนที่ยังคงถูกพูดถึงมาจนถึงทุกวันนี้ บทความนี้จะพาไปย้อนรอยชีวิตของท่านตั้งแต่วันแรกเกิดจนถึงวาระสุดท้าย

กำเนิดที่บ้านไร่ ตำนานก่อนถือปฏิสนธิ


หลวงพ่อคูณถือกำเนิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2466 ที่บ้านไร่ หมู่ 6 ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ในครอบครัวชาวไร่ชาวนาที่อยู่ห่างไกลความเจริญ บิดาชื่อนายบุญ มารดาชื่อนางทองขาว ฉัตรพลกรัง มีพี่น้องร่วมท้องกัน 3 คน
มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาในครอบครัวว่า ก่อนที่มารดาจะตั้งครรภ์หลวงพ่อคูณ นางได้ฝันเห็นเทพองค์หนึ่งลอยลงมาจากสวรรค์ มามอบพรและดวงแก้วให้ พร้อมกล่าวว่าจะได้เป็นเนื้อนาบุญที่พึ่งของผู้คนในภายหน้า แม้จะเป็นเพียงตำนานที่เล่าขานกันมา แต่ก็สะท้อนความศรัทธาอันลึกซึ้งที่ชาวบ้านมีต่อท่านมาตั้งแต่ก่อนท่านจะเกิดเสียอีก
น่าเศร้าที่บิดามารดาของหลวงพ่อคูณเสียชีวิตลงตั้งแต่ท่านยังเป็นเด็ก ทำให้ท่านและน้องๆ ต้องอยู่ในความอุปการะของน้าสาว ในวัยเด็กราว 6-7 ขวบ ท่านได้เข้าเรียนหนังสือทั้งภาษาไทยและภาษาขอมกับพระอาจารย์เชื่อม พระอาจารย์ฉาย และพระอาจารย์หลี ซึ่งนอกจากจะสอนหนังสือแล้ว ยังเมตตาถ่ายทอดวิชาคาถาอาคมให้ด้วย นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หลวงพ่อคูณคุ้นเคยกับวิชาไสยศาสตร์มาตั้งแต่เยาว์วัย

อุปสมบทและเส้นทางการแสวงหาธรรมะ


หลวงพ่อคูณอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดถนนหักใหญ่ ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2487 ขณะอายุ 21 ปี ได้รับฉายาว่า ปริสุทโธ
หลังบวชแล้วท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแดง วัดบ้านหนองโพธิ์ พระนักปฏิบัติทางคันถธุระและวิปัสสนาธุระอย่างเคร่งครัด ต่อมาหลวงพ่อแดงได้พาไปฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อคง พุทธสโร ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกัน มักแลกเปลี่ยนทั้งธรรมะและวิชาอาคมแก่กันเสมอ เมื่อหลวงพ่อคงเห็นว่าศิษย์มีความรอบรู้และปฏิบัติธรรมได้ดีแล้ว จึงแนะนำให้ออกธุดงค์จาริกฝึกปฏิบัติธรรมขั้นสูงต่อไป
การธุดงค์ของหลวงพ่อคูณเริ่มจากในเขตจังหวัดนครราชสีมา ก่อนจะจาริกไกลออกไปจนถึงประเทศลาวและกัมพูชา มุ่งเข้าสู่ป่าลึกเพื่อบำเพ็ญเพียรทำความเข้าใจในธรรมอันลึกซึ้ง เป็นช่วงเวลาที่หล่อหลอมให้ท่านเข้มแข็งทั้งกายและใจ ก่อนจะเดินทางกลับสู่มาตุภูมิผ่านจังหวัดสุรินทร์

กลับบ้านไร่ พระนักพัฒนาผู้สร้างคุณประโยชน์มหาศาล


เมื่อพิจารณาเห็นว่าการปฏิบัติธรรมสมควรแก่เวลาแล้ว หลวงพ่อคูณจึงเดินทางกลับบ้านไร่ และเริ่มพัฒนาวัดอย่างจริงจัง โดยเริ่มสร้างพระอุโบสถตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 ตามมาด้วยกุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ สระน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค และโรงเรียนสำหรับเด็กในหมู่บ้าน
ราวปี พ.ศ. 2493 หลวงพ่อคูณเริ่มสร้างวัตถุมงคลเป็นครั้งแรก ได้แก่ ตะกรุดโทนและตะกรุดทองคำ ก่อนจะขยายไปสู่วัตถุมงคลรูปแบบอื่นๆ อีกมากมายในเวลาต่อมา จนวัตถุมงคลของหลวงพ่อคูณกลายเป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วประเทศ
สิ่งที่ทำให้หลวงพ่อคูณเป็นที่จดจำเป็นพิเศษ คือท่านั่งยองอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และการพูดจาแบบมึงๆ กูๆ อย่างเป็นกันเอง ซึ่งแม้จะฟังดูไม่สุภาพในสายตาคนรุ่นใหม่ แต่สำหรับยุคสมัยของท่านถือเป็นภาษาที่ใช้กันทั่วไป และยิ่งทำให้ท่านดูเข้าถึงง่าย ไม่มีช่องว่างระหว่างพระเถระผู้ใหญ่กับชาวบ้านธรรมดา
นอกจากงานพัฒนาภายในวัดแล้ว หลวงพ่อคูณยังขยายกิจกรรมสาธารณกุศลออกไปอย่างกว้างขวาง ทั้งการสร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาล และมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชน ที่โดดเด่นที่สุดคือการถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ถึงสองครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2538 เป็นจำนวนเงินถึง 72 ล้านบาท และอีกครั้งในปี พ.ศ. 2551 สะท้อนให้เห็นถึงจิตใจที่มุ่งสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวมอย่างแท้จริง

คำสอนที่คนไทยยังจดจำ


หลวงพ่อคูณเป็นที่รู้จักในฐานะพระที่มีคำสอนกินใจ เรียบง่าย แต่ลึกซึ้ง หนึ่งในคำสอนที่โด่งดังที่สุดคือแนวคิดเรื่องการไม่เป็นทาสของเงินทอง ท่านเคยกล่าวไว้สั้นๆ ว่า "เงินเป็นทาสกู กูไม่ยอมเป็นทาสเงิน" สะท้อนปรัชญาชีวิตที่ยึดถือคุณค่าทางจิตใจเหนือวัตถุ
นอกจากนี้ท่านยังสอนเรื่องความพอเพียง การให้ทานด้วยใจบริสุทธิ์ และการวางตัวอยู่ในศีลธรรม โดยเชื่อว่าความเมตตาคือเกราะป้องกันตัวที่ดีที่สุด หากเราให้ความเมตตาแก่ผู้อื่น ผู้อื่นก็จะตอบสนองด้วยความเมตตาเช่นกัน คำสอนเหล่านี้แม้จะพูดด้วยภาษาชาวบ้านง่ายๆ แต่กลับแฝงไว้ด้วยหลักธรรมที่นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง จนกลายเป็นที่มาของคำว่า "คำคมหลวงพ่อคูณ" ที่ถูกส่งต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

สมณศักดิ์แห่งเกียรติยศ


ด้วยคุณูปการที่มีต่อพระพุทธศาสนาและสังคมอย่างต่อเนื่อง หลวงพ่อคูณได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ตามลำดับ เริ่มจากพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระญาณวิทยาคมเถร ในปี พ.ศ. 2535 ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 ได้รับเลื่อนเป็นพระราชาคณะชั้นราชที่พระราชวิทยาคม และในปี พ.ศ. 2547 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพวิทยาคม อันเป็นสมณศักดิ์สูงสุดที่ท่านได้รับก่อนมรณภาพ

วาระสุดท้ายและมรดกแห่งความเสียสละ


หลวงพ่อคูณอาพาธหนักและเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ท่ามกลางความห่วงใยของศิษยานุศิษย์ทั่วประเทศ แม้คณะแพทย์จะพยายามอย่างสุดความสามารถ แต่ท่านก็ได้มรณภาพลงในวันที่ 16 พฤษภาคม ปีเดียวกัน สิริอายุ 91 ปี พรรษา 71
สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเสียสละของหลวงพ่อคูณได้ชัดเจนที่สุด คือพินัยกรรมที่ท่านทำไว้ล่วงหน้า ซึ่งระบุให้มอบสรีระสังขารแก่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อใช้ในการศึกษาทางกายวิภาคศาสตร์ พร้อมกำชับให้จัดพิธีอย่างเรียบง่าย งดพิธีสมโภชและพระราชทานเพลิงศพ ก่อนจะนำอัฐิไปลอยที่แม่น้ำโขง จังหวัดหนองคาย เป็นการปิดตำนานชีวิตที่ทุ่มเทเพื่อผู้อื่นมาโดยตลอดได้อย่างสมบูรณ์
หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่ จังหวัดนครราชสีมา จึงไม่ได้เป็นเพียงพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคมเท่านั้น แต่ยังเป็นแบบอย่างของพระนักพัฒนาผู้อุทิศทั้งชีวิตเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น คำสอนและเรื่องราวของท่านจึงยังคงอยู่ในความทรงจำของคนไทยมาจนถึงทุกวันนี้ แม้เวลาจะผ่านไปแล้วหลายปีก็ตาม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง


  • ที่มาข้อมูลต้นฉบับที่ผู้ใช้แนบมา: วิกิพีเดีย
  • ประวัติและปฏิปทา: [dhammathai.org], [silpa-mag.com], [workpointtoday.com]
  • ประวัติวัดบ้านไร่และการอุปสมบท: [nkr.mcu.ac.th]
  • ประวัติวัตถุมงคลและปีที่เริ่มสร้าง: [web-pra.com]
  • เอกลักษณ์และคำสอน: [utdid.com]
แชร์บทความ:

ความคิดเห็น (0)

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นได้เลย

บทความที่เกี่ยวข้อง