ข้ามไปยังเนื้อหา
รักษ์พระ
เมนู

เกจิอาจารย์

ประวัติหลวงพ่อโม ธมฺมรกฺขิโต วัดจันทนาราม จังหวัดชัยนาท

โดย กฤศ รักษ์พระ17 สิงหาคม 2569อ่าน 3

ตะกรุดตะกรุดโทนหลวงพ่อโมตะกรุดฝาบาตรวัดจันทนารามศิษย์หลวงพ่อเดิม


ประวัติหลวงพ่อโม ธมฺมรกฺขิโต วัดจันทนาราม จังหวัดชัยนาท พระอาจารย์ของหลวงพ่อกวย เจ้าตำรับตะกรุดโทนที่แม้แต่ขุนพันธ์ยังต้องถอด


ในตำนานปราบเสือร้ายยุคหลังสงครามโลก มีเรื่องเล่าที่ยังกล่าวขานกันมาว่า พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช นายตำรวจมือปราบชื่อกระฉ่อน ต้องใช้เวลานับเดือนกว่าจะปราบเสืออ้วนจอมโจรแห่งบ้านห้วยกรดได้สำเร็จ เพราะเสืออ้วนมีตะกรุดโทนของ หลวงพ่อโม วัดจันทนาราม จังหวัดชัยนาท ติดกายจนกระสุนไม่ระคายผิว ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ หลวงพ่อโมยังเป็นหนึ่งในพระอาจารย์ผู้ประสิทธิ์วิชาให้แก่หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร วัดโฆสิตาราม พระเกจิอาจารย์ผู้โด่งดังสะท้านแผ่นดินอีกด้วย
บทความนี้จะพาไปรู้จักชีวประวัติของหลวงพ่อโมอย่างละเอียด พร้อมตำนานตะกรุดโทนอันเลื่องชื่อ

ชาติกำเนิดที่บ้านห้วยกรด


หลวงพ่อโมมีนามเดิมว่า โม ตระกูลคงเจริญ เกิดในปีมะเมีย พ.ศ. 2413 ณ บ้านบางยายอ้น ตำบลห้วยกรด อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท เป็นชาวห้วยกรดโดยกำเนิด

บรรพชาแต่เยาว์วัย ปรนนิบัติหลวงพ่อเถื่อน


หลวงพ่อโมบรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่อายุเพียง 8 ปี ท่านสนใจศึกษาตำราโบราณเป็นพิเศษ ท่องจำ 7 ตำนานและ 12 ตำนานได้ตั้งแต่ยังเป็นสามเณร พร้อมทั้งปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อเถื่อน เจ้าอาวาสวัดใหม่บำเพ็ญบุญ ยอดเกจิอาจารย์แห่งยุคที่มีพรรษามากกว่าหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่าเสียอีก

อุปสมบทและครูบาอาจารย์หลายสำนัก


เมื่ออายุครบ 20 ปี หลวงพ่อโมเข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดใหม่บำเพ็ญบุญ โดยมีหลวงพ่อเถื่อนเป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อคงเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และหลวงพ่อโต วัดวิหารทองเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า ธมฺมรกฺขิโต หลังอุปสมบทท่านศึกษาพระธรรมวินัย ภาษาไทย ภาษาบาลี และภาษาขอม พร้อมทั้งเรียนวิปัสสนากรรมฐานและวิทยาคมกับหลวงพ่อม่วง หลวงพ่อเถื่อน และหลวงพ่อคง ที่วัดใหม่บำเพ็ญบุญ นอกจากนี้ยังไปเรียนวิชาอาคมกับหลวงพ่อโต วัดวิหารทอง ที่อำเภอสรรคบุรี เรียนรุ่นเดียวกับหลวงพ่อปลื้ม วัดสังฆราม ซึ่งกลายเป็นสหายธรรมตลอดชีวิตในเวลาต่อมา
เมื่อหลวงพ่อคงเห็นว่าหลวงพ่อโมมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดและสนใจทางวิทยาคม ยาสมุนไพร และแพทย์แผนโบราณเป็นพิเศษ จึงพาไปฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท เมื่อปี พ.ศ. 2451 หลวงพ่อโมได้ศึกษาวิทยาคม ตำรายาสมุนไพร และตำราแพทย์แผนโบราณกับหลวงปู่ศุขเป็นเวลานานถึง 5 ปี ก่อนเดินทางกลับวัดใหม่บำเพ็ญบุญในปี พ.ศ. 2456

เจ้าอาวาสองค์แรกของวัดจันทนาราม


ระหว่างที่หลวงพ่อโมไปศึกษาอยู่กับหลวงปู่ศุข หลวงพ่อเถื่อนก็มรณภาพลง หลวงพ่อคงจึงขึ้นเป็นเจ้าอาวาสวัดใหม่บำเพ็ญบุญแทน ต่อมาปี พ.ศ. 2457 ญาติพี่น้องของหลวงพ่อโมร่วมกันซื้อที่ดินติดวัดร้างเดิมรวมประมาณ 30 ไร่เพื่อสร้างวัดขึ้นใหม่ ด้วยความศรัทธาในความแก่กล้าทางคุณวิเศษของท่าน ชาวบ้านห้วยกรดจึงนิมนต์หลวงพ่อโมจากวัดใหม่บำเพ็ญบุญมาเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดจันทนาราม
ด้วยความชอบออกธุดงค์เป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่กลับจากธุดงค์หลวงพ่อโมมักนำว่านยา เขาละอง ละมั่ง และเขากวางกลับมาด้วย ครั้งหนึ่งท่านพบเศียรพระพุทธรูปโบราณที่งดงามมากโดยไม่ทราบที่มา จึงจ้างช่างต่อเศียรเข้ากับองค์พระพุทธรูปเก่าดั้งเดิมของวัด พร้อมอัญเชิญเทวดาปกปักรักษา ปัจจุบันรู้จักกันในนามหลวงพ่อหิน ซึ่งยังคงประดิษฐานอยู่ที่วัดจันทนารามมาจนถึงทุกวันนี้

ร่ำเรียนวิชามีดหมอจากหลวงพ่อเดิม และสายสัมพันธ์กับหลวงพ่อกวย


ระหว่างออกธุดงค์ หลวงพ่อโมได้พบกับหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ และได้ต่อวิชามีดหมอจากท่านโดยตรง รวมถึงได้พบกับหลวงพ่อเทศและหลวงพ่ออีกรูปที่วัดพระปรางค์เหลือง จนหลวงพ่อโมกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญวิชามีดหมออย่างยิ่ง ตามคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ หลวงพ่อเดิมเคยขี่ช้างมาเยี่ยมหลวงพ่อโมที่วัดจันทนารามถึง 2-3 ครั้ง และวัตถุมงคลของหลวงพ่อเดิมยังคงมีอยู่มากในตำบลห้วยกรดจนถึงปัจจุบัน โดยผู้ครอบครองต่างหวงแหนไม่ให้ดูกันง่ายๆ
จุดที่น่าสนใจยิ่งคือ หลวงพ่อโมยังเป็นหนึ่งในพระอาจารย์ผู้ประสิทธิ์วิชาให้แก่หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร วัดโฆสิตาราม พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งเมืองสรรคบุรีในเวลาต่อมา แม้บ้านห้วยกรดในยุคนั้นจะเป็นที่ดอนอยู่ในป่าห่างไกลถนนหนทาง จนไม่ค่อยมีคนรู้จักกิตติศัพท์ของหลวงพ่อโมเท่าที่ควร แต่สายสัมพันธ์ทางวิชาที่เชื่อมโยงกับพระเกจิอาจารย์ชื่อดังหลายรูปในยุคเดียวกันนี้เอง สะท้อนให้เห็นถึงภูมิความรู้อันลึกซึ้งของท่านได้เป็นอย่างดี

ตะกรุดโทน เครื่องรางเอกลักษณ์เฉพาะตัว


วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของหลวงพ่อโมคือตะกรุดโทน ในยุคแรกที่ยังหาแผ่นโลหะได้ยาก ท่านขอฝาบาตรพระจากวัดต่างๆ มาตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแล้วจารยันต์คาถาบารมีสิบทัศลงไป จึงเรียกกันว่าตะกรุดฝาบาตร ท่านให้เด็กวัดพกติดตัวป้องกันตัวเวลาเล่นซนกัน ต่อมาราวปี พ.ศ. 2500 ก่อนสร้างโบสถ์ จึงเปลี่ยนมาใช้แผ่นทองแดงบางๆ ตัดเป็นตะกรุดยาวประมาณ 7 นิ้ว ขลิบมุม ให้ลูกศิษย์และกรรมการวัดช่วยกันจาร โดยหลวงพ่อจะตรวจดูทุกแผ่น หากจารผิดอ่านไม่ได้ก็จะให้ทำใหม่ทันที
ด้วยความสงสารที่เห็นการคลอดลูกตายมีมากในยุคนั้น ท่านยังสร้างตะกรุดคลอดลูกขนาดเล็กแจกฟรีแก่สตรีมีครรภ์ที่มาทำบุญที่วัด ส่วนมีดหมอในยุคหลังช่วงสร้างโบสถ์ หลวงพ่อโมได้สั่งช่างฉิมจากพยุหะมาทำด้ามและฝักงาช้าง พร้อมนำเศษงาที่เหลือมากลึงเป็นตะกรุดมหาอุดขนาดเล็กสอดเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง นับเป็นรุ่นที่ได้รับการยกย่องว่าสุดยอดที่สุดรุ่นหนึ่งของท่าน

ตำนานเสืออ้วนและขุนพันธรักษ์ราชเดช


ปี พ.ศ. 2488 เสืออ้วน ชุมโจรชื่อกระฉ่อนแถบบ้านห้วยกรด เคยก่อเหตุอุกอาจถึงขั้นยกพวกบุกปล้นปืนปลัดอำเภอสรรคบุรี และรอดพ้นจากคมกระสุนของเจ้าหน้าที่มาได้ทุกครั้งด้วยตะกรุดโทนของหลวงพ่อโมที่คาดติดเอวตลอดเวลา เมื่อ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ย้ายมาดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาทในปี พ.ศ. 2489 และตั้งชุดเฉพาะกิจร่วมกับผู้ใหญ่ฉ่างแห่งบ้านห้วยกรดล่าเสืออ้วน แม้จะระดมยิงเท่าใดก็ไม่เคยระคายผิวเสืออ้วนเลยสักครั้ง
เมื่อสืบทราบว่าเสืออ้วนมีตะกรุดของหลวงพ่อโมติดกาย ขุนพันธ์จึงเดินทางไปกราบหลวงพ่อโมเพื่อขอคำแนะนำ และได้ทราบว่าต้องถอดตะกรุดออกจากตัวเสืออ้วนเสียก่อนจึงจะปราบได้ ในที่สุดเมื่อทำการล้อมจับกุม สายเชือกที่คาดตะกรุดโทนซึ่งเปื่อยยุ่ยจากการใช้งานมานานก็หลุดจากเอวเสืออ้วนพอดีในช่วงต่อสู้ ห่ากระสุนจึงเจาะทะลุร่างเสืออ้วนได้สำเร็จ เมื่อตรวจสอบพบว่าตะกรุดดอกนั้นตกอยู่ห่างออกไปอีกหลายวา นับแต่นั้นชื่อของหลวงพ่อโมก็เป็นที่รู้จักกว้างขวางขึ้นในหมู่คนต่างถิ่น

วาจาสิทธิ์และอภินิหารที่เล่าขาน


หลวงพ่อโมเป็นพระที่พูดน้อยแต่วาจาศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก มีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งนายทามซึ่งอยู่ใกล้วัดแอบขโมยไข่ไก่ต๊อกในวัดไปกิน หลวงพ่อโมพูดลอยๆ ว่า "ไอ้ฟ้าผ่าผิด มันลักไข่ไก่ต๊อกไปกิน ของมีให้กินเยอะแยะไม่กิน" ต่อมานายทามขึ้นต้นตาลเพื่อเอาน้ำตาลสดในวันที่อากาศแจ่มใส ฟ้ากลับผ่าลงมาเฉี่ยวหัวจนตกใจร่วงลงมา เมื่อขึ้นอีกครั้งฟ้าก็ผ่าซ้ำอีก นายทามจึงสำนึกผิดไปกราบขอขมา หลวงพ่อโมได้แต่พูดว่าโชคดีที่ฟ้าผ่าผิด ไม่เอาชีวิตไป นับแต่นั้นชาวบ้านจึงเรียกนายทามว่านายทามฟ้าผ่าผิดสืบมา
นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งเด็กวัดของท่านกัดปลาแพ้เพราะโดนโกง หลวงพ่อโมจึงเป่ากระดาษเสกใส่เหลี่ยมปลากัดจนกลายเป็นปลาสีสวยกัดชนะ แต่เมื่อเห็นปลาหางแหว่งไปหน่อยท่านกลับบอกว่าไม่ดี มันบาป และไม่ยอมทำให้ใครอีกแม้จะมีคนมาขอ ส่วนอีกครั้งหนึ่งชาวบ้านกำลังจะโค่นต้นมะพร้าวที่เอียงหลบบ้านไปแล้ว หลวงพ่อโมเดินผ่านมาเตือนว่าให้ระวัง เดี๋ยวต้นไม้จะทับบ้าน ทั้งที่ตามหลักแล้วต้นไม้ควรล้มไปอีกทาง แต่สุดท้ายต้นมะพร้าวก็ล้มทับหลังคาบ้านตามที่ท่านทักไว้จริงๆ

พระผู้สันโดษและคำพูดติดปาก


หลวงพ่อโมเป็นพระสมถะ มักน้อย สันโดษ ใช้ชีวิตเรียบง่าย ภายหลังได้รับตำแหน่งพระอุปัชฌาย์ ท่านจะนั่งสมาธิทำวัตรเช้าตั้งแต่ตี 4 เป็นประจำ ครั้งหนึ่งในช่วงสร้างโบสถ์ วัตถุมงคลที่จะแจกให้ผู้มาทำบุญหมดลง ท่านจึงแจกเพียงใบฎีกาพร้อมกล่าวติดตลกว่า "รูปกูใช้แทนวัตถุมงคลของกูได้ไม่ต้องกลัว" เมื่อมีคนถามว่ารูปนั้นเสกแล้วหรือยัง ท่านก็ตอบพร้อมหัวเราะว่า "รูปกูไม่ต้องเสกก็ขลัง"

วาระสุดท้ายและร่างกายที่ไม่เน่าเปื่อย


หลวงพ่อโมละสังขารเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2502 เวลาประมาณสี่ทุ่มเศษ ก่อนจากไปท่านบอกกรรมการวัดและลูกศิษย์ไม่ให้เป็นกังวล เพียงแต่จะไปเที่ยวแล้วจะกลับมา จากนั้นจึงนั่งสมาธิและละสังขารไปอย่างสงบ เนื่องจากสมัยนั้นยังไม่มีการฉีดยารักษาศพ กรรมการวัดจึงนำร่างใส่โลงไม้ฝังไว้ที่วัดก่อน จนอีกหนึ่งปีถัดมาจึงจัดงานฌาปนกิจและเปิดโลงออกมา ปรากฏว่าร่างของหลวงพ่อยังคงสภาพเหมือนพระภิกษุกำลังจำวัด ไม่มีการเน่าเปื่อยหรือเปลี่ยนรูปร่างแต่อย่างใด สร้างความอัศจรรย์ใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก
ขณะประกอบพิธีฌาปนกิจ ในช่วงที่ไฟยังไม่มอดดี ชาวบ้านต่างกรูกันเข้าไปแย่งเก็บอัฐิของหลวงพ่อ จนกำนันต้องกันคนออกไป มีเรื่องเล่าว่าชาวบ้านบางคนได้อัฐิก้อนใหญ่ขนาดนิ้วโป้งโดยไม่มีใครถูกไฟลวกมือเลยแม้ขณะนั้นไฟยังคุแดงอยู่

ล็อกเก็ตอัฐิที่หลวงพ่อกวยร่วมปลุกเสก


หลังพิธีฌาปนกิจ คณะศิษย์ได้จัดสร้างล็อกเก็ตและพระรูปเหมือนปั๊มของหลวงพ่อโม โดยบรรจุอัฐิของท่านลงไปในองค์พระ ส่วนหนึ่งนำไปให้หลวงพ่อเชื้อปลุกเสก อีกส่วนหนึ่งกรรมการวัดแถบสรรคบุรีนำไปให้หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม ปลุกเสกให้ ซึ่งหลวงพ่อกวยเองก็กล่าวชื่นชมว่าพระรุ่นนี้เป็นของดีจริงๆ พิธีฌาปนกิจศพหลวงพ่อโมจัดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2503
แม้หลวงพ่อโมจะละสังขารไปนานกว่า 60 ปีแล้ว แต่คุณงามความดีของท่านยังคงจารึกอยู่ในความศรัทธาของชาวห้วยกรดและชาวเมืองชัยนาทสืบมา หลวงพ่อโม ธมฺมรกฺขิโต วัดจันทนาราม จังหวัดชัยนาท จึงไม่ได้เป็นเพียงเจ้าตำรับตะกรุดโทนอันเลื่องชื่อเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่เชื่อมโยงตำนานพระเกจิอาจารย์แห่งเมืองชัยนาทเข้าไว้ด้วยกันอย่างแท้จริง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง


ที่มาเรื่องต้นฉบับ: หนังสือขุนพันธรักษ์ราชเดช จอมขมังเวทแดนสยามฯ, วิกิพีเดีย, พ่อแก่เอียด สังขจร, หนังสือเสือร้ายแดนสยามยุค พล.ต.อ.เผ่า, คุณโอ๋ ชัยนาท และคุณตึ้ง ชัยนาทประวัติและปฏิปทาโดยละเอียด: [khaosod.co.th], [komchadluek.net], [tnews.co.th]สายสัมพันธ์กับหลวงพ่อกวยและเรื่องเล่านายทามฟ้าผ่าผิด: [luangporguay.com]รายละเอียดตะกรุดโทนและเนื้อหา: [blockdit.com]
แชร์บทความ:

ความคิดเห็น (0)

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นได้เลย

บทความที่เกี่ยวข้อง