ประวัติหลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร วัดโฆสิตาราม จังหวัดชัยนาท เทพเจ้าแห่งเมืองสรรค์ผู้เป็นตำนานพุทธาคม
"บารมีครูแรง อย่าเล่น" คือคำเปรียบเปรยที่นักสะสมพระเครื่องและชาวบ้านย่านสรรคบุรียังคงพูดถึงกันมาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อเอ่ยถึง หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร วัดโฆสิตาราม จังหวัดชัยนาท พระเกจิอาจารย์ผู้ได้รับสมญานามว่าเทพเจ้าแห่งเมืองสรรค์ เจ้าของชีวิตที่เต็มไปด้วยการแสวงหาวิชาความรู้จากครูบาอาจารย์หลายสำนัก จนกลายเป็นตำนานที่ควันธูปเทียนไม่เคยจางหายไปจากวัดแม้ท่านจะมรณภาพไปแล้วหลายสิบปี

บทความนี้จะพาไปย้อนรอยชีวิตของหลวงพ่อกวยอย่างละเอียด ตั้งแต่วัยเยาว์จนถึงวาระสุดท้ายอันน่าอัศจรรย์
ชาติกำเนิดที่บ้านแค
หลวงพ่อกวยมีนามเดิมว่า กวย ปั้นสน เกิดเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2448 ปีมะเส็ง ณ หมู่บ้านแค หมู่ 9 ตำบลบางขุด อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท บิดาชื่อนายตุ้ย ปั้นสน ซึ่งมีบ้านเดิมอยู่วิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง มารดาชื่อนางต่วน เดชมา เป็นคนบ้านแคโดยกำเนิด ท่านทั้งสองมีบุตรธิดาด้วยกัน 5 คน โดยหลวงพ่อกวยเป็นบุตรคนสุดท้อง


วัยเยาว์กับการศึกษาอักษรขอมและบาลี
เมื่อเติบโตขึ้น บิดาได้ส่งเด็กชายกวยไปเรียนหนังสือกับหลวงปู่ขวด วัดบ้านแค หลังจากหลวงปู่ขวดมรณภาพ บิดามารดาจึงนำไปเรียนหนังสือขอมต่อกับอาจารย์ดำ วัดหัวเด่น ซึ่งอยู่ใกล้กัน หลังจากนั้นก็กลับมาช่วยครอบครัวทำไร่ไถนาตามวิถีชีวิตชนบท
อุปสมบทและเริ่มต้นเส้นทางธรรม
เมื่อครบอายุบวช หลวงพ่อกวยเข้าพิธีอุปสมบทเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2467 ขณะอายุ 20 ปี ณ วัดโบสถ์ ตำบลโพธิ์งาม อำเภอสรรคบุรี โดยมีพระชัยนาทมุนีเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า ชุตินฺธโร หลังอุปสมบทท่านกลับมาจำพรรษาที่วัดบ้านแค และฝึกเทศน์แหล่เรื่องเวสสันดรชาดกจนมีความชำนาญ

เส้นทางเรียนวิชาจากครูบาอาจารย์หลายสำนัก
จุดเด่นสำคัญของหลวงพ่อกวยคือความมุ่งมั่นในการแสวงหาวิชาความรู้จากครูบาอาจารย์หลายท่าน เริ่มจากการเรียนแพทย์แผนโบราณเพื่อรักษาโรคระบาดและไข้ทรพิษกับหมอเขียน ก่อนจะเดินทางไปเรียนวิปัสสนากรรมฐานและวิชาอาคมกับหลวงพ่อศรี วิริยะโสภิต วัดพระปรางค์ จังหวัดสิงห์บุรี ณ ที่แห่งนี้ท่านได้เรียนวิชาทำแหวนนิ้วและยันต์แรกที่ท่านมั่นใจที่สุด คือยันต์มงกุฎพระเจ้า ซึ่งภายหลังถูกบรรจุไว้ในหลังเหรียญรุ่นแรกของท่าน รวมถึงยันต์และคาถานะโมตาบอดที่นำไปใช้ในเหรียญรุ่นสอง

ต่อมาท่านได้ไปจำพรรษาที่วัดหนองตาแก้ว จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งที่นี่เองที่ท่านปลูกต้นสมอไว้หนึ่งต้น ชาวบ้านเล่าขานกันว่าต้นไม้ต้นนี้มีความศักดิ์สิทธิ์แปลกประหลาด ไม่มีสัตว์ใดกล้าไปเกาะนอนใกล้ต้น และไม่มีใครกล้าตัดหรือทำอันตราย ด้วยความเชื่อว่าท่านได้ลงอาคมกำกับไว้ตั้งแต่ยังเป็นพระหนุ่มอายุเพียง 28 ปีเท่านั้น
ตำนานตำราลึกลับในโพรงไม้
ระหว่างจำพรรษาที่วัดหนองแขม อำเภอสรรคบุรี หลวงพ่อกวยได้พบกับตำราเลขยันต์โบราณที่ซ่อนอยู่ในโพรงไม้ ตามคำเล่าขานนั้น ท่านต้องทำการอธิษฐานจุดธูปเสี่ยงทายถึงสามครั้งจนได้รับอนุญาตให้นำตำรามาเก็บรักษา โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องนำไปใช้ประโยชน์แก่วัดและประชาชนเท่านั้น ห้ามนำไปเก็บไว้ที่บ้านของผู้ใด ตำราเล่มนี้มีชื่อเรียกกันว่า ครูแรง ซึ่งปัจจุบันยังคงเก็บรักษาไว้ที่วัดโฆสิตาราม และเป็นที่มาของคำเปรียบเปรยที่นักสะสมยังพูดถึงกันจนถึงทุกวันนี้

ร่ำเรียนวิชากับหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ
หลังจากนั้นหลวงพ่อกวยได้เดินทางไปเรียนวิชากับหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จังหวัดนครสวรรค์ พระเกจิอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมีดหมอและเครื่องรางที่โด่งดังอันดับต้นๆ ของประเทศ ท่านได้เรียนวิชาทำแหวนแขน ตะกรุด และมีดหมอ ศิษย์ร่วมรุ่นที่เป็นที่รู้จักคือหลวงปู่พิมพา วัดหนองตางู ตามคำบอกเล่าของศิษย์รุ่นเก่า เมื่อหลวงพ่อกวยกลับจากการเรียนวิชาครั้งนี้ ท่านเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด กลายเป็นคนเก็บตัวพูดน้อย แต่มีจิตใจมั่นคงและวาจาศักดิ์สิทธิ์
ชื่อเสียงด้านการสักยันต์และเครื่องรางในยามศึกสงคราม
ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หลวงพ่อกวยกลับมาอยู่วัดบ้านแค และเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังด้านการสักยันต์ให้ศิษย์ มีการจดบันทึกจำนวนศิษย์ที่มาสักไว้ถึงหลายหมื่นคน ก่อนที่ท่านจะเปลี่ยนมาสร้างพระเครื่องและเครื่องรางของขลังแทน เช่น ตะกรุด มีดหมอ และแหวนแขน ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองยากลำบากและมีกลุ่มโจรร้ายชุกชุมในภาคกลางตอนล่าง ชาวบ้านแคจึงพากันนำทรัพย์สินและวัวควายมาฝากไว้ที่วัด อาศัยบารมีของหลวงพ่อกวยเป็นเครื่องคุ้มครอง


ผลงานด้านศาสนาและอุปนิสัยสมถะ
แม้จะมีลูกศิษย์และผู้ศรัทธามากมาย แต่หลวงพ่อกวยกลับใช้ชีวิตอย่างสมถะ ไม่นิยมการก่อสร้างใหญ่โต กุฏิของท่านเป็นเพียงเรือนไม้ทรงไทยโบราณ ส่วนงานก่อสร้างต่างๆ ท่านมักมอบหมายให้กรรมการวัดและชาวบ้านช่วยกันทำ สิ่งก่อสร้างสำคัญที่ทางวัดมีจึงมีเพียงพระอุโบสถและศาลาทำบุญเท่านั้น
ที่มาของชื่อวัดโฆสิตาราม
เดิมทีวัดแห่งนี้เป็นวัดร้างชื่อวัดขวิด ตั้งอยู่กลางป่า ชาวบ้านจึงเรียกกันติดปากว่าวัดบ้านแคตามชื่อหมู่บ้าน จนกระทั่งหลวงพ่อกวยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสรูปที่ 6 ท่านจึงเปลี่ยนชื่อวัดเป็นวัดโฆสิตาราม สันนิษฐานว่าได้แรงบันดาลใจมาจากการที่ท่านสร้างพระพิมพ์ในรูปแบบเดียวกับของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม จึงตั้งชื่อวัดให้สอดคล้องกันไปด้วย


สมณศักดิ์และการหยั่งรู้วันมรณภาพล่วงหน้า
วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2511 หลวงพ่อกวยได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นประทวน เรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานมากที่สุดในช่วงบั้นปลายชีวิตของท่าน คือการที่ท่านได้วงปฏิทินล่วงหน้าไว้ว่าจะเริ่มป่วยและมรณภาพในวันใด ตามคำบอกเล่าของศิษย์ใกล้ชิด เมื่อถึงวันที่ท่านทำนายไว้ อาการต่างๆ ก็เป็นไปตามนั้นอย่างน่าอัศจรรย์ หลวงพ่อกวยมรณภาพอย่างสงบเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2522 สิริอายุ 74 ปี พรรษา 54 ปัจจุบันทางวัดและศิษยานุศิษย์จึงถือเอาวันที่ 12 เมษายนของทุกปีเป็นวันทำบุญประจำปีเพื่อระลึกถึงท่าน


หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร วัดโฆสิตาราม จังหวัดชัยนาท จึงไม่ได้เป็นเพียงพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคมเท่านั้น แต่ยังเป็นแบบอย่างของผู้ใฝ่เรียนรู้ไม่หยุดนิ่ง และดำรงชีวิตอย่างสมถะแม้จะมีบารมีล้นเหลือ ดังคำอวยพรที่ท่านมักมอบให้แก่ศิษย์เสมอว่า "ขอศิษย์ทั้งหลาย จงอย่าอด อย่าอยาก อย่ายาก อย่าจน อย่าต่ำกว่าคน อย่าจนกว่าเขา" คำสอนนี้ยังคงเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้ศรัทธามาจนถึงปัจจุบัน




แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- ที่มาเรื่องต้นฉบับ: เว็บวัดโฆสิตาราม โดยดัดแปลงจากข้อมูลของครูสมจิต (เฒ่าสุพรรณ) ในหนังสือ "นะโม" และ "อิทธิปาฏิหาริย์หลวงพ่อกวย" (เล่มแดง)
- ประวัติและปฏิปทาโดยละเอียด: [luangporguay.com], [sanook.com](), [komchadluek.net], [komchadluek.net]
- ที่มาของชื่อวัดโฆสิตารามและประวัติวัด: [th.wikipedia.org], [blackstreetstore.com]





