ข้ามไปยังเนื้อหา
รักษ์พระ
เมนู

เกจิอาจารย์

ประวัติหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย จังหวัดสมุทรปราการ

โดย นะโมพุทธายะ10 สิงหาคม 2569อ่าน 2

ตะกรุดเขี้ยวเสือหลวงพ่อปานวัดบางเหี้ย


ประวัติหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย จังหวัดสมุทรปราการ ตำนานเขี้ยวเสือที่รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดปราน


ในบรรดาพระเกจิอาจารย์ยุคเก่าของไทย มีเพียงไม่กี่รูปที่ประวัติได้รับการบันทึกไว้โดยพระมหากษัตริย์เอง และหนึ่งในนั้นคือ หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย จังหวัดสมุทรปราการ เจ้าของเขี้ยวเสือแกะอันลือลั่น ที่แม้แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ยังทรงสนพระทัยและมีพระราชปฏิสันถารด้วยพระองค์เอง
บทความนี้จะพาไปย้อนรอยชีวิตของหลวงพ่อปานอย่างละเอียด โดยอ้างอิงจากทั้งบันทึกประวัติที่เขียนขึ้นในภายหลัง และพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 5 ซึ่งถือเป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือที่สุดชิ้นหนึ่ง

ชาติกำเนิดที่ตำบลบางเหี้ย


หลวงพ่อปานเกิดที่ตำบลบางเหี้ย อำเภอบางเหี้ย จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อปี พ.ศ. 2368 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โยมบิดาชื่อจีนหนู โยมมารดาชื่อตาล ประกอบอาชีพทำป่าจาก ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 5 คน โดยหลวงพ่อปานเป็นบุตรคนที่ 3 ภายหลังเมื่อมีการตราพระราชบัญญัตินามสกุลในรัชกาลที่ 6 ลูกหลานของท่านได้ใช้นามสกุลว่า หนูเทพย์

การศึกษาและอุปสมบทที่วัดอรุณราชวราราม


เมื่อยังเป็นเด็ก บิดามารดาได้นำท่านไปฝากไว้กับท่านเจ้าคุณศรีศากยมุนี เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) เพื่อเรียนหนังสือไทย ไม่นานนักท่านเจ้าคุณจึงให้บรรพชาเป็นสามเณร และเมื่อครบอายุบวชก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดแห่งนี้ โดยมีท่านเจ้าคุณศรีศากยมุนีเป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อปานตั้งใจศึกษาวิปัสสนากรรมฐานและไสยศาสตร์จากคณาจารย์หลายองค์จนเชี่ยวชาญ ด้วยความสนใจในกรรมฐานเป็นพิเศษ เพราะเห็นว่าเป็นธรรมพิเศษที่ช่วยชำระล้างความคิดเห็นผิดออกจากจิตใจ

กลับบ้านเกิด ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแตง วัดอ่างศิลา


เมื่อศึกษากรรมฐานจนเป็นที่พอใจแล้ว หลวงพ่อปานกราบลาพระอาจารย์เดินทางกลับมายังวัดบางเหี้ยนอกอันเป็นบ้านเกิด พร้อมด้วยพระภิกษุหนุ่มชื่อหลวงพ่อเรือน ผู้ติดตามมาเป็นสหายร่วมทางตลอดชีวิต ทั้งสองรูปได้เดินทางไปไกลถึงวัดอ่างศิลา อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแตง เจ้าอาวาสวัดอ่างศิลา ศึกษาวิปัสสนาธุระและไสยเวทมนตร์ต่างๆ จนเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะวิชาแกะเขี้ยวเสือโคร่งเป็นรูปเสือนั่ง อันจะกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สร้างชื่อเสียงให้ท่านในเวลาต่อมา
เมื่อสำเร็จวิชาแล้ว หลวงพ่อปานพร้อมด้วยหลวงพ่อเรือนจึงกลับมาพำนักที่วัดบางเหี้ย (ปัจจุบันคือวัดมงคลโคธาวาส) และได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส โดยมีหลวงพ่อเรือนเป็นรองเจ้าอาวาส ทั้งสองรูปปกครองพระลูกวัดอย่างเคร่งครัด อบรมสั่งสอนการปฏิบัติกรรมฐานแก่พระภิกษุ สามเณร และประชาชนเป็นประจำทุกวันมิได้ขาด

พระราชหัตถเลขาที่ยืนยันตัวตนหลวงพ่อปาน


หลักฐานที่น่าเชื่อถือที่สุดชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับหลวงพ่อปานคือพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง เสด็จประพาสมณฑลปราจิณ ซึ่งบันทึกไว้ว่าหลวงพ่อปานเป็นที่นิยมทางวิปัสสนาและธุดงควัตร มีพระสงฆ์จากวัดต่างๆ ร่วมเดินธุดงค์ด้วยนับสองร้อยสามร้อยรูป เป็นกิจวัตรที่ทำต่อเนื่องมากว่า 40 ปี พระราชหัตถเลขายังกล่าวถึงเขี้ยวเสือแกะของท่านว่าเป็นที่ต้องการอย่างมาก แม้ยังไม่ได้ปลุกเสกก็มีราคาซื้อขายกันตั้งแต่ 1 ไปจนถึง 6 บาท ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ในยุคที่วัตถุมงคลส่วนใหญ่มักให้กันเปล่าๆ ไม่มีการซื้อขาย

เสด็จเยี่ยมประตูน้ำบางเหี้ย พระบารมีรัชกาลที่ 5


ราวต้นปี พ.ศ. 2452 ประตูน้ำชลหารพิจิตรที่กั้นแม่น้ำบางเหี้ยเกิดชำรุดซ่อมไม่หายขาดทุกปี ข้าราชการท้องถิ่นจึงกราบบังคมทูลขอพึ่งพระบารมีรัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงพระกรุณาเสด็จทางชลมารคมาประทับอยู่ถึง 3 วัน และด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระองค์ได้พระราชทานเปลี่ยนนามตำบลบางเหี้ยเป็นตำบลคลองด่าน เปลี่ยนชื่อแม่น้ำบางเหี้ยเป็นแม่น้ำคลองด่าน และเปลี่ยนอำเภอบางเหี้ยเป็นอำเภอบางบ่อ โดยที่ราษฎรมิได้กราบทูลขอแต่อย่างใด ภายหลังวัดบางเหี้ยจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดมงคลโคธาวาสให้สอดคล้องกันไปด้วย

ตำนานล่อเสือขึ้นจากน้ำต่อหน้าพระที่นั่ง


ระหว่างที่รัชกาลที่ 5 ประทับอยู่ที่ประตูน้ำบางเหี้ย พระองค์ได้รับสั่งให้นิมนต์หลวงพ่อปานเข้าเฝ้า ตามตำนานที่เล่าขานกันมา ขณะเดินทางไปเข้าเฝ้า เด็กชายที่ถือพานใส่เขี้ยวเสือติดตามท่านไปด้วยได้ทำเขี้ยวเสือหล่นหายไปในน้ำระหว่างทางจนหมด หลวงพ่อปานจึงให้นำดินเหนียวมาปั้นเป็นรูปหมู แล้วใช้ล่อเรียกเขี้ยวเสือขึ้นมาจากน้ำต่อหน้าพระพักตร์ จนพระองค์ทรงตรัสว่า พอแล้วหลวงตา
หลวงพ่อปานได้ถวายเขี้ยวเสือแกะแด่พระองค์ เมื่อทรงถามถึงความหมายของเครื่องรางรูปเสือ หลวงพ่อปานได้อธิบายว่า ท่านสังเกตเห็นเสือในป่าระหว่างธุดงค์เป็นสัตว์ที่ปราดเปรียว ฉลาด และเฉียบขาด การสร้างเครื่องรางรูปเสือจึงมิได้มุ่งให้ผู้บูชากลายเป็นคนร้าย หากแต่ต้องการถ่ายทอดคุณลักษณะเหล่านั้นมาเป็นแบบอย่าง คำตอบอันถ่อมตนนี้เป็นที่พอพระทัยรัชกาลที่ 5 ยิ่งนัก จึงพระราชทานผ้าไตรและผ้ากราบแก่ท่าน

คำทำนาย "ให้พระไปก่อน แล้วฟ้าจะตามไปทีหลัง"


ก่อนเสด็จกลับ รัชกาลที่ 5 ได้ตรัสกับหลวงพ่อปานประโยคหนึ่งที่ผู้ฟังในขณะนั้นไม่เข้าใจความหมาย ว่า "ให้พระไปก่อน แล้วฟ้าจะตามไปทีหลัง" ไม่นานหลังจากนั้นหลวงพ่อปานก็มรณภาพลงเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2453 และอีกเพียงสองเดือนต่อมา รัชกาลที่ 5 ก็เสด็จสวรรคตในวันที่ 23 ตุลาคม ปีเดียวกัน ทำให้ผู้คนในภายหลังตีความพระราชดำรัสนั้นว่าเป็นการหยั่งรู้ล่วงหน้าถึงวาระสุดท้ายของทั้งสองพระองค์

ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูพิพัฒนิโรธกิจ


นอกจากพระราชหัตถเลขาแล้ว ยังมีเอกสารทางราชการยืนยันตัวตนของหลวงพ่อปานอีกฉบับ คือบัญชีพระราชาคณะและพระครูที่ทรงแต่งตั้งในพระราชพิธีฉัตรมงคล เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2444 ระบุว่าเจ้าอธิการปาน อาจารย์วิปัสสนาแห่งวัดบางเหี้ย ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูพิพัฒนิโรธกิจ พร้อมนิตยภัตรเดือนละ 6 บาท

มรณภาพและพระราชทานเพลิงศพ


หลวงพ่อปานมรณภาพด้วยโรคชราเมื่อวันอังคารที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2453 ในท่านั่ง ณ วัดมงคลโคธาวาส สิริรวมอายุได้ 86 ปี พรรษา 65 ยังความโศกเศร้าเสียใจแก่สานุศิษย์และประชาชนทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง ภายหลังได้มีการตั้งศพและพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2454
หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย จังหวัดสมุทรปราการ จึงไม่ได้เป็นเพียงพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคมเท่านั้น แต่ยังเป็นบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการบันทึกไว้โดยพระมหากษัตริย์เอง วิชาแกะเขี้ยวเสือของท่านได้รับการถ่ายทอดต่อให้แก่ศิษย์เอกหลายรูป ทำให้เขี้ยวเสือแกะยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องรางที่ทรงคุณค่าและเป็นที่เสาะแสวงหาที่สุดของวงการพระเครื่องไทยมาจนถึงทุกวันนี้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง


  • ที่มาเรื่องต้นฉบับ: หนังสือ "ประวัติหลวงพ่อปาน พิมพ์แจกในศพคุณแม่" โดยอาจารย์เอนก สงสุวรรณ ภาพโดยคุณมล เชือกคาด และพระราชนิพนธ์ "เสด็จประพาสมณฑลปราจิณ" ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
  • ประวัติและปฏิปทาโดยละเอียด: [th.wikipedia.org], [monkhistory.kachon.com], [108prageji.com]
  • ประวัติวัดและการเปลี่ยนชื่อ: [lemon8-app.com], [thairath.co.th]
  • ที่มาของเขี้ยวเสือสองยุค (วัดกลาง/วัดบางเหี้ย): [acicertified.com]

แชร์บทความ:

ความคิดเห็น (0)

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นได้เลย

บทความที่เกี่ยวข้อง