ในสมัยสงครามอินโดจีนเมื่อกว่าแปดสิบปีก่อน มีผ้ายันต์สีแดงผืนเล็กๆ ที่ทหารไทยพกติดตัวออกรบ เชื่อกันว่าช่วยปกป้องคุ้มครองให้รอดพ้นจากคมกระสุนและภยันตรายในสนามรบ ผ้ายันต์ผืนนั้นมาจากการปลุกเสกของ "หลวงพ่อเหลือ" แห่งวัดสาวชะโงก จังหวัดฉะเชิงเทรา พระเกจิอาจารย์ผู้เป็นเจ้าของตำนานปลัดขิกหัวกระจ่าอันโด่งดังไม่แพ้กัน และยังคงเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวแปดริ้วมาจนถึงทุกวันนี้
กำเนิดที่บางคล้า ฉะเชิงเทรา
หลวงพ่อเหลือมีนามเดิมว่า เหลือ รุ่งสอาด เกิดเมื่อวันพุธที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2448 ที่อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ในยุคที่พื้นที่แถบลุ่มแม่น้ำบางปะกงยังคงเป็นชุมชนเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ท่านเติบโตมาท่ามกลางวิถีชีวิตริมฝั่งน้ำก่อนจะก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เมื่อเติบใหญ่

อุปสมบทที่วัดสาวชะโงกและการศึกษาวิทยาคม
หลวงพ่อเหลือเข้าพิธีอุปสมบท ณ วัดสาวชะโงก เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2471 ได้รับฉายาว่า "นันทสาโร" หลังบวชแล้วท่านมุ่งมั่นศึกษาทั้งพระธรรมคำสอน ภาษาเขมร และวิปัสสนากรรมฐานจากพระอาจารย์ขิต ก่อนจะออกแสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากพระเกจิอาจารย์ท่านอื่นๆ แลกเปลี่ยนวิทยาการด้านการสร้างวัตถุมงคลระหว่างกัน ความรู้ที่สั่งสมมาจากหลายสำนักนี้เองที่หล่อหลอมให้ท่านกลายเป็นพระเถระผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านธรรมะและคาถาอาคม
เส้นทางสมณศักดิ์และงานพัฒนาชุมชน
หลวงพ่อเหลือได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสาวชะโงกในปี พ.ศ. 2504 ก่อนจะขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสเต็มตัวในปี พ.ศ. 2517 และได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ในปี พ.ศ. 2526 ตลอดระยะเวลาที่ครองวัด ท่านทุ่มเทพัฒนาวัดสาวชะโงกอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังริเริ่มสร้างโรงเรียนของรัฐบาลให้เด็กในพื้นที่ได้มีที่เล่าเรียน จัดตั้งประเพณีสรงน้ำรอยพระพุทธบาทจำลองในช่วงเทศกาลสงกรานต์ซึ่งยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน และยังให้การสนับสนุนการสร้างอุโบสถและร่วมประกอบพิธีพุทธาภิเษกในวัดต่างๆ ทั่วจังหวัดฉะเชิงเทราอีกหลายแห่ง

ผ้ายันต์แดง เครื่องรางคุ้มครองทหารยุคสงครามอินโดจีน
ในช่วงปี พ.ศ. 2483-2484 ระหว่างสงครามอินโดจีน หลวงพ่อเหลือได้ปลุกเสกผ้ายันต์สีแดงแจกจ่ายให้แก่ทหารที่ต้องออกไปปฏิบัติหน้าที่ในสนามรบ ความเชื่อที่สืบต่อกันมาคือผ้ายันต์ผืนนี้ช่วยปกป้องคุ้มครองให้ทหารรอดพ้นจากอันตรายและกลับบ้านอย่างปลอดภัย ชื่อเสียงของท่านจึงเป็นที่เลื่องลือไปทั่วในหมู่ทหารและครอบครัวที่ห่วงใยคนที่รักออกไปรบในยุคนั้น กลายเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่ผูกพันระหว่างพระพุทธศาสนากับความเป็นไปของบ้านเมือง
ปลัดขิกหัวกระจ่า ตำนานเครื่องรางที่โด่งดังทั่วเมืองไทย
วัตถุมงคลที่สร้างชื่อเสียงให้หลวงพ่อเหลือเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางที่สุดคือ "ปลัดขิกหัวกระจ่า" ซึ่งท่านแกะสลักขึ้นเองด้วยมือในช่วงปี พ.ศ. 2470-2490 จากไม้มงคลหลายชนิด เช่น ไม้คูน ไม้ชะโอน และไม้คูนแก่น แล้วลงอักขระยันต์ด้วยตนเองทุกชิ้น บางองค์มีการจารอักขระมากถึงห้าตัวขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งานที่ผู้บูชาต้องการ ปลัดขิกของหลวงพ่อเหลือเป็นที่นิยมทั้งในหมู่พ่อค้าแม่ค้าที่ใช้เสริมด้านการค้าขายให้เจริญรุ่งเรือง และผู้คนทั่วไปที่บูชาไว้เพื่อป้องกันภยันตรายและเสริมสิริมงคลแก่ชีวิต ด้วยฝีมือการแกะที่ประณีตและวิทยาคมที่เข้มขลัง ทำให้ปลัดขิกหัวกระจ่าของหลวงพ่อเหลือเป็นที่แสวงหาของนักสะสมพระเครื่องมาจนถึงปัจจุบัน

มรณภาพและมรดกที่ยังคงอยู่
หลวงพ่อเหลือมรณภาพลงอย่างสงบเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2531 สิริอายุ 82 ปี นับเป็นการจากไปที่ปิดฉากชีวิตอันเปี่ยมด้วยคุณูปการต่อทั้งพระพุทธศาสนาและชุมชนบางคล้ามาอย่างยาวนาน แม้ท่านจะละสังขารไปแล้วกว่าสามทศวรรษ แต่ตำนานปลัดขิกหัวกระจ่าและผ้ายันต์แดงคุ้มครองทหารของหลวงพ่อเหลือก็ยังคงเป็นที่กล่าวขานในวงการพระเครื่องและเครื่องรางของขลัง วัดสาวชะโงกในวันนี้จึงยังคงเป็นสถานที่สำคัญที่ผู้ศรัทธาแวะเวียนไปกราบสักการะรำลึกถึงคุณงามความดีของท่านอยู่เสมอ









